MOU คลินิก คืออะไร? ทำไมจำเป็นสำหรับการเปิดคลินิกมีห้องผ่าตัดเล็ก
อัปเดตเมื่อ 14 ส.ค.

เอกสาร MOU คลินิก คือ
MOU ส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือ Memorandum of Understanding คือ เอกสารข้อตกลงระหว่าง คลินิกที่มีห้องผ่าตัดเล็กกับโรงพยาบาลคู่สัญญา เพื่อยืนยันว่า หากผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเหตุฉุกเฉินเกินศักยภาพของคลินิก สามารถส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลได้
สำหรับคลินิกเวชกรรมที่มีบริการห้องผ่าตัดเล็ก เอกสารนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ระบบรับ–ส่งต่อผู้ป่วยที่ใช้ประกอบการตรวจและพิจารณาอนุญาตบริการห้องผ่าตัดเล็ก โดยแบบตรวจระบุให้มี “เอกสารโรงพยาบาลคู่สัญญาหรือหนังสือข้อตกลงการส่งต่อผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน” เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น
MOU ระหว่างคลินิกกับโรงพยาบาล
หนังสือข้อตกลงการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน
ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อเอกสารว่า “MOU” เท่านั้น แต่ต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรว่ามีโรงพยาบาลรองรับการส่งต่อผู้ป่วยในกรณีฉุกเฉินจริง
ข้อมูลที่ควรมีในข้อตกลงส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน
เพื่อให้เอกสารระบุความร่วมมือได้ชัดเจน ควรมีข้อมูลหลัก เช่น
ชื่อคลินิกและโรงพยาบาลคู่สัญญา
การยินยอมรับส่งต่อผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน
ขอบเขตและขั้นตอนการประสานส่งต่อ
เบอร์โทรศัพท์หรือช่องทางติดต่อโรงพยาบาล
ผู้ประสานงานของแต่ละฝ่าย
แนวทางส่งข้อมูลการรักษาของผู้ป่วย
หน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย
ค่าใช้จ่าย ตามที่คลินิกและโรงพยาบาลตกลงกัน
ระยะเวลาที่ข้อตกลงมีผล
ลายมือชื่อผู้มีอำนาจของคู่สัญญา
รายละเอียดของสัญญาสามารถแตกต่างกันตามโรงพยาบาล เอกสารและเนื้อหาสัญญา MOU จึงไม่มีรูปแบบที่ตายตัว
ขั้นตอนการทำ MOU คลินิก ส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน

1. เลือกโรงพยาบาลที่รับส่งต่อผู้ป่วย
เลือกโรงพยาบาลที่มีศักยภาพรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินจากการผ่าตัด และควรอยู่ในทำเลที่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้สะดวกและรวดเร็ว
สิ่งที่ควรเช็ค
ระยะทางจาก คลินิกไปโรงพยาบาลคู่สัญญาต้องไม่ เกิน 30 นาที
โรงพยาบาลรับทำข้อตกลงส่งต่อกับคลินิกหรือไม่
สามารถรองรับภาวะแทรกซ้อนจากบริการที่คลินิกทำได้หรือไม่
มีช่องทางติดต่อกรณีส่งต่อฉุกเฉินชัดเจน
2. ติดต่อโรงพยาบาลเพื่อขอทำข้อตกลง
แจ้งโรงพยาบาลว่า คลินิกต้องการจัดทำ หนังสือข้อตกลงรับ–ส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน เพื่อใช้ประกอบการขออนุญาตคลินิกที่มีห้องผ่าตัดเล็ก
โรงพยาบาลอาจขอข้อมูลประกอบ เช่น
ชื่อและข้อมูลคลินิก
ที่ตั้งคลินิก
แผนผังพื้นที่
ประเภทคลินิก
รายการผ่าตัดหรือหัตถการที่จะให้บริการ
ข้อมูลแพทย์และผู้ดำเนินการ
เอกสารบริษัท กรณีประกอบกิจการในนามนิติบุคคล
รายละเอียดที่โรงพยาบาลขออาจแตกต่างกันในแต่ละแห่ง
3. จัดทำสัญญาและลงนามข้อตกลง
เมื่อโรงพยาบาลตอบรับ จะเข้าสู่ขั้นตอนจัดทำ MOU / หนังสือข้อตกลง / หนังสือตอบรับการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน
เอกสารควรระบุอย่างน้อย
ชื่อคลินิกและโรงพยาบาลคู่สัญญา
วัตถุประสงค์ในการรับ–ส่งต่อผู้ป่วย
ช่องทางประสานงาน
แนวทางรับส่งต่อกรณีฉุกเฉิน
หน้าที่ของแต่ละฝ่าย
เงื่อนไขค่าใช้จ่าย ตามที่ตกลงกัน
ระยะเวลาของข้อตกลง
ลายมือชื่อผู้มีอำนาจของคู่สัญญา
ผู้ลงนามต้องเป็นผู้มีอำนาจของแต่ละฝ่าย ตามรูปแบบของคลินิกและโรงพยาบาลนั้น
4. รับเอกสาร MOU จากโรงพยาบาลคู่สัญญา
เมื่อโรงพยาบาลลงนามเรียบร้อยแล้ว คลินิกจะได้รับ MOU หรือหนังสือข้อตกลงรับ–ส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินฉบับสมบูรณ์ ให้ตรวจสอบชื่อคลินิก ชื่อโรงพยาบาล ระยะเวลาของข้อตกลง และลายมือชื่อผู้มีอำนาจให้ครบถ้วน
จากนั้นนำเอกสาร MOU ไปใช้ ประกอบการยื่นและการตรวจขออนุญาตคลินิกที่มีห้องผ่าตัดเล็ก พร้อมเก็บฉบับจริงไว้ที่คลินิกสำหรับแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีการตรวจสถานที่
สิ่งที่ต้องมีในคลินิกเมื่อมีห้องผ่าตัดเล็ก
นอกจาก MOU หรือหนังสือข้อตกลงกับโรงพยาบาลคู่สัญญา แล้ว คลินิกที่มีห้องผ่าตัดเล็กยังต้องเตรียม ระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินและอุปกรณ์ช่วยชีวิต ให้พร้อมใช้งานจริง ดังนี้
1. ระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน
เบอร์โทรฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่รับส่งต่อ ติดไว้ในจุดที่เห็นชัด
แผนและขั้นตอนการช่วยชีวิตเบื้องต้นและการส่งต่อผู้ป่วย
วิดีโอเส้นทางเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากห้องผ่าตัดเล็กไปยังรถฉุกเฉินหรือหน้าคลินิก โดยถ่ายต่อเนื่องไม่ตัดต่อ
2. อุปกรณ์ช่วยชีวิตและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

ถุงบีบลมพร้อมหน้ากากช่วยหายใจ 1 ชุด
NSS 1,000 cc พร้อมชุด IV 2 ชุด
อุปกรณ์เปิดเส้นเลือดดำ 2 ชุด
Disposable Syringe 5 หลอด
เข็ม Disposable 5 อัน
เสาแขวนน้ำเกลือแบบเคลื่อนย้ายได้ 1 อัน
Oral Airway 1 อัน
Oxygen Tank พร้อมอุปกรณ์ 1 ถัง
AED 1 ชุด
เปลนอน เตียงเข็น หรือรถเข็นสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วย อย่างน้อย 1 ชุด
อุปกรณ์ทั้งหมดต้อง พร้อมใช้งานและอยู่ในจุดที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยระหว่างเกิดเหตุฉุกเฉินและก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลและต้องครบตาามารตฐานสำหรับการยื่นขออนุญาตด้วย
ขั้นตอนขออนุญาตเปิดคลินิกมีห้องผ่าตัดเล็ก
เมื่อเตรียม สถานที่ เอกสาร ผู้ดำเนินการ บุคลากร เครื่องมือ และอุปกรณ์ครบแล้ว สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการขออนุญาตเปิดคลินิกได้ตามลำดับดังนี้

1. ยื่นแบบฟอร์มและเอกสารขออนุญาต
1. ยื่นแบบฟอร์มและเอกสารขออนุญาต
แบบฟอร์มหลักที่ใช้ ได้แก่
ส.พ.5 คำขออนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล
ส.พ.18 คำขอรับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล
ส.พ.6 หนังสือแสดงความจำนงเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานพยาบาล สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพที่เข้าทำงานในคลินิกแต่ละคน
พร้อมเอกสารประกอบ เช่น
เอกสารส่วนตัวผู้ประกอบกิจการ (เจ้าของคลินิก)
เอกสารส่วนตัวผู้ดำเนินการ (ของแพทย์ควบคุมคลินิก)
ใบประกอบวิชาชีพ (ของแพทย์ควบคุมคลินิก)
เอกสารผู้ประกอบวิชาชีพที่เข้าปฏิบัติงาน
เอกสารสิทธิการใช้สถานที่
แปลนและแผนที่ตั้งคลินิก
เอกสารกำจัดขยะติดเชื้อ
เอกสารระบบภายในคลินิกตามประเภทบริการ
MOU / หนังสือโรงพยาบาลคู่สัญญา พร้อมระบบส่งต่อผู้ป่วย กรณีมีห้องผ่าตัดเล็ก
สถานที่ที่ยื่น
กรุงเทพฯ ดำเนินการกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
ต่างจังหวัด ดำเนินการกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในพื้นที่
หากเอกสารไม่ครบ จะต้องแก้ไขหรือส่งเพิ่มเติมก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสถานที่
3. นัดตรวจมาตรฐานคลินิก
เมื่อเอกสารผ่านเบื้องต้น เจ้าหน้าที่จะนัดเข้าตรวจสถานที่จริง เพื่อดูว่า พื้นที่ เครื่องมือ บุคลากร และระบบต่าง ๆ ตรงกับประเภทคลินิกที่ยื่นขอหรือไม่ กรม สบส. มีแบบตรวจมาตรฐานแยกตามลักษณะของคลินิกแต่ละประเภท
4. แก้ไขพื้นที่ (กรณีไม่ผ่านการตรวจ )
หากมีข้อบกพร่อง เจ้าหน้าที่จะแจ้งรายการให้แก้ไข เช่น
เครื่องมือหรืออุปกรณ์ไม่ครบ
พื้นที่จริงไม่ตรงตามมาตรฐาน
เอกสารหรือป้ายไม่ครบ
MOU หรือระบบส่งต่อยังไม่พร้อม กรณีมีห้องผ่าตัดเล็ก
เมื่อแก้ไขครบแล้วจึงส่งหลักฐานเพิ่มเติมหรือเข้ารับการตรวจซ้ำตามกรณี
5. ชำระค่าธรรมเนียม
เมื่อ เอกสารผ่าน + สถานที่ผ่าน + บุคลากรและอุปกรณ์ครบ จึงเข้าสู่ขั้นตอนอนุมัติและชำระค่าธรรมเนียม
สำหรับคลินิกประเภทไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน
ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ ส.พ.7 = 1,000 บาท
ใบอนุญาตให้ดำเนินการ ส.พ.19 = 250 บาท
ข้อแนะนำ
หากไม่แน่ใจเรื่อง การจัดเตรียมเอกสาร MOU การเลือกโรงพยาบาลคู่สัญญา หรือขั้นตอนขออนุญาตคลินิกที่มีห้องผ่าตัดเล็ก ควรตรวจสอบรายละเอียดให้ครบก่อนยื่น เพื่อช่วยลดปัญหาเอกสารไม่ครบ การแก้ไขซ้ำ หรือความล่าช้าในการดำเนินการ
สามารถสอบถามและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการขออนุญาตเปิดคลินิกได้ที่LINE ID : @clinicdeccor





ความคิดเห็น