top of page

เปิดคลินิกรักษาสัตว์ ร่วมกับขายอาหารสัตว์ ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

  • 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 3 นาที



เปิดคลินิกรักษาสัตว์ ร่วมกับขายอาหารสัตว์   ต้องทำอย่างไรบ้าง ?

การเปิด คลินิกรักษาสัตว์ร่วมกับการขายอาหารสัตว์ ต้องเตรียมมากกว่าการเปิดคลินิกรักษาสัตว์เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกัน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนของการเปิดคลินิกรักษาสัตว์ และ ส่วนของการจำหน่ายอาหารสัตว์ ดังนั้น หากต้องการเปิด คลินิกรักษาสัตว์พร้อมมีโซนขายอาหารสัตว์ในพื้นที่เดียวกัน ควรวางแผนทั้ง 2 ส่วนตั้งแต่ก่อนออกแบบร้าน เพื่อให้พื้นที่ การดำเนินงาน และเอกสารต่าง ๆ ถูกต้องตั้งแต่ต้น




ส่วนที่ 1 การเปิดคลินิกรักษาสัตว์

1. กำหนดรูปแบบสถานพยาบาลสัตว์และบริการที่จะเปิด

ก่อนเริ่มออกแบบ ควรกำหนดให้ชัดว่า จะรับรักษาสัตว์ประเภทใด และเปิดบริการอะไรบ้าง เพราะขอบเขตบริการจะมีผลต่อพื้นที่ ห้อง เครื่องมือ และบุคลากรที่ต้องเตรียม

ควรกำหนดข้อมูลหลัก เช่น

  • กลุ่มสัตว์ที่รับรักษา เช่น สุนัข แมว หรือสัตว์ประเภทอื่น

  • บริการหลัก เช่น ตรวจรักษาทั่วไป ฉีดวัคซีน ทำแผล ตรวจสุขภาพ

  • บริการเพิ่มเติม เช่น ผ่าตัด ตรวจเลือด X-ray Ultrasound ฝากรักษา หรือบริการอื่น

  • การจำหน่ายสินค้า เช่น อาหารสัตว์ อาหารเฉพาะโรค หรืออุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง


ตัวอย่าง: 

เปิดคลินิกรักษาสุนัขและแมว

ให้บริการ: ตรวจทั่วไป ฉีดวัคซีน ทำแผล และมีโซนขายอาหารสัตว์

พื้นที่ : จุดต้อนรับ–พักคอย ห้องตรวจ/รักษา พื้นที่เก็บเวชภัณฑ์ ไปจนถึง โซนจัดแสดงและเก็บอาหารสัตว์ ให้ใช้งานเป็นสัดส่วนและไม่รบกวนงานรักษา


แต่หากเพิ่มบริการ ผ่าตัด ตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือถ่ายภาพวินิจฉัย ก็ต้องเตรียมห้อง เครื่องมือ ระบบสนับสนุน และบุคลากรเพิ่มตามบริการนั้น ๆ


2. เตรียมสัตวแพทย์และผู้ดำเนินการคลินิกรักษาสัตว์


บุคลากรที่ต้องมีในคลินิกสัตว์



สถานพยาบาลสัตว์ต้องมี ผู้ดำเนินการ และสัตวแพทย์ประจำให้ครบตามประเภทของคลินิก โดยผู้ดำเนินการต้องเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง และได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์ด้วย

คุณสมบัติสำคัญของผู้ดำเนินการ

  • เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์

  • เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์ได้ ไม่เกิน 2 แห่ง (รวมงานราชการ)


จำนวนบุคลากร ในคลินิกที่ไม่มีสัตว์ป่วยพักค้างคืน

  • มีผู้ดำเนินการอย่างน้อย 1 คน

  • มีสัตวแพทย์ชั้นหนึ่งอย่างน้อย 1 คนตลอดเวลาเปิดทำการ

หากเป็นคลินิกขนาดเล็ก ตรวจรักษาทั่วไปและมีโซนขายอาหารสัตว์ สามารถเริ่มจากสัตวแพทย์ 1 คนได้ โดยผู้ดำเนินการและสัตวแพทย์ผู้ให้บริการสามารถเป็นคนเดียวกันได้ค่ะ


บุคลากรเสริมที่ควรเตรียม

นอกจากสัตวแพทย์แล้ว สามารถจัดทีมเสริมตามขนาดและบริการของคลินิก เช่น

  • ผู้ช่วยสัตวแพทย์ ช่วยเตรียมห้องตรวจ จับบังคับสัตว์ เตรียมอุปกรณ์ และดูแลความเรียบร้อยระหว่างให้บริการ

  • พนักงานต้อนรับ / ธุรการ รับนัด ลงทะเบียน ประสานงาน และดูแลเอกสาร

  • พนักงานขายอาหารสัตว์ ดูแลโซนสินค้า เช็กสต็อก วันหมดอายุ และการจัดเก็บอาหารสัตว์

  • พนักงานทำความสะอาด ดูแลความสะอาด ฆ่าเชื้อ และการจัดการขยะภายในคลินิก

  • บุคลากรเฉพาะงาน เช่น เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการหรือผู้ช่วยด้าน X-ray หากคลินิกมีบริการดังกล่าว



3. ออกแบบตกแต่งคลินิกรักษาสัตว์ตามมาตรฐาน

ตัวอย่างแปลนคลินิกรักษาสัตว์ตามมาตรฐาน



ขนาดพื้นที่ตามมาตรฐาน

สถานพยาบาลสัตว์ประเภท ไม่มีที่พักสัตว์ป่วยค้างคืน ต้องมีพื้นที่ประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 20 ตารางเมตร

ฟังก์ชันที่ต้องจัดให้มีตามมาตรฐาน

1. โซนต้อนรับและพักคอย

ต้องมี พื้นที่พักรอและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้รับบริการ โดยควรจัดทางสัญจรให้เจ้าของและสัตว์สามารถเข้า–ออกได้สะดวก และไม่กีดขวางพื้นที่ตรวจรักษา

พื้นที่ส่วนนี้อาจประกอบด้วย

  • เคาน์เตอร์ต้อนรับ / ลงทะเบียน

  • ที่นั่งพักคอย

  • พื้นที่สำหรับเจ้าของและสัตว์รอรับบริการ

  • ทางสัญจรสำหรับเคลื่อนย้ายสัตว์


2. ห้องตรวจโรค / ห้องให้การรักษา

เป็นพื้นที่หลักสำหรับ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย วินิจฉัย ฉีดวัคซีน ฉีดยา ทำแผล และให้การรักษาตามบริการของคลินิก โดยต้องมีเครื่องมือสำหรับตรวจโรคทั่วไปและวินิจฉัยเบื้องต้นอย่างเหมาะสมภายในห้องตรวจควรเตรียม

  • โต๊ะตรวจสัตว์

  • เครื่องมือสำหรับตรวจโรคทั่วไปและวินิจฉัยเบื้องต้น

  • อ่างล้างมือภายในห้องตรวจ

  • สบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดมือ

  • อุปกรณ์สำหรับทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และควบคุมการติดเชื้อ

  • ภาชนะสำหรับขยะทั่วไป

  • ภาชนะสำหรับขยะติดเชื้อ

  • ภาชนะทิ้งเข็มและของมีคม

  • พื้นที่วางอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการตรวจรักษา


3. พื้นที่เก็บยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือ

ต้องจัดพื้นที่สำหรับเก็บยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือให้เป็นสัดส่วนและเหมาะสม โดยต้องมี

  • ตู้หรือชั้นสำหรับเก็บยาและเวชภัณฑ์

  • พื้นที่เก็บตัวอย่างสำหรับส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ตู้มิดชิดสำหรับเก็บเครื่องมือและเครื่องใช้ที่พร้อมใช้งานและปราศจากเชื้อ

  • หากมียาควบคุมพิเศษ ต้องมี สถานที่หรือตู้เก็บที่มั่นคงและปลอดภัย

พื้นที่เก็บยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือควรจัดแยกจากพื้นที่ขายอาหารสัตว์และพื้นที่เก็บสินค้าอย่างชัดเจน


4. พื้นที่สังเกตอาการชั่วคราว

อุปกรณ์ที่ต้องมี

  • คอก

  • กรงที่มีขนาดเหมาะสมกับชนิดของสัตว์

สำหรับรองรับสัตว์ระหว่างอยู่ภายในคลินิก เช่น ระหว่างรอรับบริการหรือสังเกตอาการชั่วคราวก่อนกลับบ้าน


5. ห้องน้ำสำหรับผู้ใช้บริการ

ต้องมี ห้องน้ำหรือห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะอย่างน้อย 1 ห้อง 


6. จุดจัดการขยะและระบบควบคุมการติดเชื้อ

สถานพยาบาลสัตว์ต้องมีระบบ เก็บและกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลอย่างเหมาะสมและถูกสุขลักษณะ 

ควรเตรียมภาชนะสำหรับ

  • ขยะทั่วไป

  • ขยะติดเชื้อ

  • ภาชนะทิ้งเข็มและของมีคม

พร้อมมีวิธีควบคุมการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายของเชื้อโรค


พื้นที่ที่เพิ่มตามบริการ

  • ห้องผ่าตัด หากมีห้องผ่าตัด ต้องจัดพื้นที่ให้ แยกเป็นสัดส่วน มิดชิด และสามารถป้องกันและควบคุมการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้

  • ห้อง X-rayหากมีบริการ X-ray ต้องจัด ห้อง X-ray แยกเป็นสัดส่วนและมิดชิด



9. โซนขายอาหารสัตว์

สำหรับกรณีเปิด คลินิกรักษาสัตว์ร่วมกับขายอาหารสัตว์ ต้องจัดแบ่งพื้นที่ขายสินค้าออกจากพื้นที่สถานพยาบาลสัตว์ให้ชัดเจน ไม่ให้ปะปนกับพื้นที่ตรวจรักษา พื้นที่เก็บยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือทางการแพทย์

พื้นที่ขายอาหารสัตว์อาจประกอบด้วย

  • ชั้นแสดงและจำหน่ายอาหารสัตว์

  • จุดชำระเงิน

  • พื้นที่เก็บสต็อกอาหารสัตว์

  • พื้นที่จัดเก็บสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข้อมูลในเอกสาร หากสถานพยาบาลสัตว์ตั้งอยู่ในอาคารที่มีการประกอบกิจการประเภทอื่นร่วมด้วย ต้อง แยกสถานที่ตั้งของสถานพยาบาลสัตว์ออกจากกิจการอื่นให้ชัดเจน

ดังนั้น ควรวาง Layout ตั้งแต่ต้นให้เห็นขอบเขตชัดเจนว่า ส่วนใดเป็นพื้นที่คลินิก และส่วนใดเป็นพื้นที่ขายอาหารสัตว์


เครื่องมือ อุปกรณ์ ยา และเวชภัณฑ์ที่ต้องเตรียม

เครื่องมือ อุปกรณ์ ยา และเวชภัณฑ์ที่ต้องเตรียม




1. เครื่องมือสำหรับห้องตรวจและรักษา

เช่น

  • โต๊ะตรวจสัตว์

  • เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์

  • Stethoscope

  • Thermometer

  • Otoscope สำหรับตรวจหู

  • ไฟตรวจหรือไฟฉายตรวจ

  • เครื่องวัดความดัน หากมีการใช้งาน

  • Syringe และเข็มฉีดยา

  • กรรไกรและ Forceps

  • ปัตตาเลี่ยนสำหรับเตรียมบริเวณทำหัตถการ

  • สายจูง Muzzle หรืออุปกรณ์สำหรับบังคับสัตว์

หมายเหตุ: รายการข้างต้นเป็นตัวอย่างอุปกรณ์สำหรับการใช้งานจริง ไม่ใช่รายการที่กฎหมายกำหนดชื่อเครื่องมือทุกชิ้นโดยตรง แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี อุปกรณ์บังคับสัตว์ และเครื่องมือสำหรับการตรวจและวินิจฉัยเบื้องต้นอย่างเพียงพอ


2. อุปกรณ์ทำแผลและหัตถการพื้นฐาน

เช่น

  • Gauze และสำลี

  • ผ้าพันแผล

  • เทปทางการแพทย์

  • น้ำยาทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อแผล

  • กรรไกร

  • Forceps

  • Needle Holder

  • เข็มและไหมเย็บแผล

  • Syringe / Needle

  • อุปกรณ์สำหรับห้ามเลือด

  • ถุงมือ

  • ชุดให้น้ำเกลือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง


3. ยาและเวชภัณฑ์

กฎหมายกำหนดโดยตรงให้มี ยาและเวชภัณฑ์สำหรับการรักษาและช่วยเหลือสัตว์ที่จำเป็น โดยอย่างน้อยต้องรองรับ

  • การบรรเทาความเจ็บปวด

  • การช่วยฟื้นคืนชีพ

  • การปฐมพยาบาล

  • การห้ามเลือด

  • การเย็บแผล

  • การทำแผล

ไม่ได้กำหนดรายชื่อยาแต่ละตัวหรือจำนวนขั้นต่ำของยาแต่ละชนิดไว้ในประกาศ ดังนั้นรายการยา ปริมาณสำรอง และเงื่อนไขการเก็บรักษา ควรกำหนดโดยสัตวแพทย์ตามประเภทบริการ ชนิดสัตว์ และความเสี่ยงของคลินิก


4. อุปกรณ์ฆ่าเชื้อและควบคุมการติดเชื้อ

สถานพยาบาลต้องมีเครื่องมือและระบบที่รองรับ การทำลายเชื้อโรคและการควบคุมการติดเชื้อ รวมถึงต้องมี

  • เครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับการทำลายเชื้อโรค

  • อ่างล้างมือ

  • อุปกรณ์และน้ำยาสำหรับทำความสะอาดและควบคุมการติดเชื้อ

  • ตู้มิดชิดสำหรับเก็บเครื่องมือและเครื่องใช้ที่พร้อมใช้งานและปราศจากเชื้อ

  • ภาชนะสำหรับมูลฝอยทั่วไป

  • ภาชนะสำหรับมูลฝอยติดเชื้อ


5. ตู้และพื้นที่จัดเก็บ

พื้นที่จัดเก็บเป็นอีกส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง โดยต้องจัดให้มี

  • ตู้ ชั้น หรืออุปกรณ์เก็บเวชระเบียน ที่มั่นคง ปลอดภัย และสามารถค้นหาได้ง่าย

  • ตู้หรือชั้นเก็บยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงตัวอย่างสำหรับส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • หากมียาควบคุมพิเศษ ต้องมี สถานที่หรือตู้เก็บยาควบคุมพิเศษที่มั่นคงและปลอดภัย

  • ตู้ที่มิดชิดสำหรับเก็บเครื่องมือและเครื่องใช้ที่พร้อมใช้งานและปราศจากเชื้อ

6. อุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือฉุกเฉิน

เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้มียาและเวชภัณฑ์สำหรับ การช่วยฟื้นคืนชีพและการปฐมพยาบาล คลินิกทุกประเภทจึงควรจัดชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินให้สามารถหยิบใช้งานได้ทันที ดังนี้

  • อุปกรณ์สำหรับเปิดและดูแลทางเดินหายใจ

  • ชุดให้น้ำเกลือ

  • Syringe และอุปกรณ์ฉีดยา

  • ออกซิเจนสำรอง

  • ยาและเวชภัณฑ์ Emergency ตามรายการที่สัตวแพทย์กำหนด


7.อุปกรณ์เพิ่มเติมหากมีบริการ

กรณีมีบริการ X-ray

หากคลินิกให้บริการเอกซเรย์ ต้องจัดให้มี

  • เครื่อง X-ray ที่ได้มาตรฐาน

  • เครื่อง X-ray ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแล

ดังนั้น หากคลินิกไม่ได้เปิดบริการ X-ray ก็ไม่จำเป็นต้องจัดห้อง X-ray เพียงเพื่อเปิดคลินิกตรวจรักษาทั่วไป

กรณีมีบริการผ่าตัด

หากมีการรักษาโดยการผ่าตัด ต้องมี

  • เครื่องมือและเครื่องใช้สำหรับการผ่าตัดที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์และมีจำนวนเพียงพอ

  • ยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการผ่าตัด


ดังนั้น หากเปิดเพียง ตรวจทั่วไป ฉีดวัคซีน ทำแผล และขายอาหารสัตว์ โดยไม่มีบริการ X-ray หรือการผ่าตัด ก็ไม่จำเป็นต้องจัดห้องดังกล่าว


8.ป้ายภายในคลินิกตามมาตรฐาน

ป้ายภายในคลินิกตามมาตรฐาน



  1. ป้ายชื่อสถานพยาบาลสัตว์

  2. ป้ายผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์

  3. ป้ายตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล

  4. รายการอัตราค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการ

  5. ใบอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาลสัตว์

  6. ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์

  7. ป้ายชื่อห้องต่างๆในคลินิก

  8. ป้ายถังดับเพลิง


4. เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลสัตว์

เอกสารของผู้ขออนุญาต

กรณีบุคคลธรรมดา

  • สำเนาบัตรประชาชน

  • สำเนาทะเบียนบ้าน

  • ใบเปลี่ยนชื่อ–นามสกุล หากมี

  • หนังสือมอบอำนาจ พร้อมเอกสารผู้รับมอบอำนาจ หากให้ผู้อื่นดำเนินการแทน

กรณีนิติบุคคล

  • หนังสือรับรองนิติบุคคล

  • เอกสารแสดงวัตถุประสงค์ของบริษัท

  • สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอำนาจลงนาม

  • สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการ/ผู้มีอำนาจลงนาม

  • หนังสือมอบอำนาจ พร้อมเอกสารผู้รับมอบอำนาจ หากมี


เอกสารของสัตวแพทย์และผู้ดำเนินการ

  • แบบ สส.2 คำขออนุญาตเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์

  • สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์

  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน

  • รูปถ่ายตามที่กำหนด

  • รายชื่อและวัน–เวลาปฏิบัติงานของสัตวแพทย์ แบบ 1/3

  • หนังสือแสดงความจำนงเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ในสถานพยาบาล แบบ 1/4 ของสัตวแพทย์แต่ละคน

  • ใบเปลี่ยนชื่อ–นามสกุล หากข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน


เอกสารของคลินิก / สถานที่

  • แบบ สส.11 คำขออนุมัติแผนการจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์

  • หนังสืออนุมัติแผน สส.11/2

  • แบบ สส.1 คำขออนุญาตจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์

  • เอกสารสิทธิในสถานที่ เช่น โฉนด สัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่

  • แผนที่แสดงที่ตั้งคลินิก

  • แปลนและผังแบ่งพื้นที่ภายในคลินิก

  • แบบอาคารหรือเอกสารก่อสร้าง/ดัดแปลง หากเข้าข่าย

  • รายการบริการที่จะเปิด

  • รายการเครื่องมือ เครื่องใช้ ยา และเวชภัณฑ์ที่เตรียมประจำคลินิก

  • ข้อมูลพื้นที่และจำนวนคอก/กรงสัตว์ตามรูปแบบบริการ


5.ขออนุญาตเปิดคลินิกรักษาสัตว์

ขั้นตอนขออนุญาตเปิดคลินิกรักษาสัตว์



1. ยื่นเอกสารและแบบฟอร์มขออนุญาต

สำหรับการเปิดสถานพยาบาลสัตว์ใหม่ ต้องดำเนินการ ขออนุมัติแผนจัดตั้งก่อน โดยยื่น แบบ สส.11 พร้อมแปลนและเอกสารประกอบ เมื่อแผนได้รับอนุมัติแล้ว จึงยื่น แบบ สส.1 ขออนุญาตจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์ และ แบบ สส.2 ขออนุญาตเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์ พร้อมเอกสารของผู้ขออนุญาต ผู้ดำเนินการ สัตวแพทย์ และสถานที่

เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบว่าครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ หากเอกสารมีส่วนที่ต้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสถานที่ฃ


2. นัดตรวจสถานพยาบาลสัตว์

เมื่อเอกสารครบ เจ้าหน้าที่จะนัดหมาย ตรวจสถานที่จริง โดยตรวจว่าการจัดพื้นที่และการดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ เช่น

  • ห้องและพื้นที่ใช้งาน

  • เครื่องมือ อุปกรณ์ ยา และเวชภัณฑ์

  • ระบบควบคุมการติดเชื้อและขยะ

  • คอกหรือกรงสัตว์

  • สัตวแพทย์และผู้ดำเนินการ

  • ป้ายและข้อมูลที่ต้องแสดง

กรณีนี้ที่มี โซนขายอาหารสัตว์ร่วมด้วย ต้องจัดพื้นที่ขายและเก็บสินค้าแยกจากพื้นที่สถานพยาบาลสัตว์ให้ชัดเจนตามแปลนที่ยื่นไว้


3. แก้ไขสถานที่ (หากมีข้อเสนอแนะ)

หากตรวจพบว่าพื้นที่ อุปกรณ์ หรือองค์ประกอบบางส่วนยังไม่ครบตามมาตรฐาน ต้องดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง ก่อนพิจารณาออกใบอนุญาต


4. เจ้าหน้าที่จัดทำและเสนออนุมัติใบอนุญาต

เมื่อสถานที่ผ่านการตรวจ เจ้าหน้าที่จะจัดทำใบอนุญาตและเสนอผู้มีอำนาจลงนาม โดยขั้นตอนทางราชการครอบคลุมทั้งการตรวจเอกสาร ตรวจสถานที่ และการออกใบอนุญาต


5. รับใบอนุญาตและเปิดให้บริการ

เมื่อได้รับอนุมัติ จะได้รับ

  • สส.3 ใบอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาลสัตว์

  • สส.4 ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์

จากนั้นจึงจัดแสดงใบอนุญาตและป้ายต่าง ๆ ให้ครบตามข้อกำหนดก่อนเปิดให้บริการ



ส่วนที่ 2 การขออนุญาตขายอาหารสัตว์ภายในคลินิกรักษาสัตว์

เมื่อคลินิกต้องการจำหน่าย อาหารสุนัข อาหารแมว ขนมสัตว์ หรืออาหารประกอบการรักษาโรค ต้องดำเนินการในส่วนของกิจการขายแยกจากใบอนุญาตสถานพยาบาลสัตว์ โดยหลัก ๆ มีดังนี้


1. ตรวจสอบการจดทะเบียนพาณิชย์

หากขายอาหารสัตว์ ของเล่น อุปกรณ์ หรือสินค้าอื่นในนาม

  • บุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ 

  • มีการขายตั้งแต่ 300 บาท/วัน 

  • มีสินค้าไว้ขายมูลค่ารวมตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะเข้าข่ายต้องจดทะเบียนพาณิชย์


กรณีดำเนินการในนาม บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ซ้ำในลักษณะเดียวกับบุคคลธรรมดา แต่ควรตรวจสอบ วัตถุประสงค์บริษัทให้ครอบคลุมการจำหน่ายสินค้า


2. ขอใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ

หากสินค้าที่นำมาขายเข้าข่าย อาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ต้องขอ

“ใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ”

กับกรมปศุสัตว์ก่อนจำหน่าย

อาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • วัตถุดิบอาหารสัตว์

  • วัตถุที่ผสมแล้ว เช่น อาหารสัตว์สำเร็จรูป หัวอาหาร หรือพรีมิกซ์

  • ผลิตภัณฑ์นมสำหรับสัตว์

  • อาหารเสริมสำหรับสัตว์

  • อาหารสัตว์เลี้ยง

สำหรับคลินิกรักษาสุนัขและแมว ส่วนที่เกี่ยวข้องมากที่สุดคือ อาหารสัตว์เลี้ยง


3. ตรวจสอบอาหารสุนัขและแมวที่จะนำมาขาย

อาหารสำหรับสุนัขและแมวที่เป็นอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ครอบคลุม เช่น

  • Complete Pet Food — อาหารหลัก เช่น อาหารเม็ดหรืออาหารเปียก

  • Complementary Pet Food — ขนม อาหารว่าง หรืออาหารขบเคี้ยว

  • Therapeutic Pet Food — อาหารประกอบการรักษาโรคที่ใช้ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์

ดังนั้น ขนมสุนัขและขนมแมวก็ต้องตรวจสอบทะเบียนอาหารสัตว์ด้วย ไม่ควรใช้เกณฑ์ว่า “โปรตีนต่ำกว่า 20% ไม่ต้องขึ้นทะเบียน” เพราะเปอร์เซ็นต์โปรตีนไม่ใช่เกณฑ์ทั่วไปในการตัดสินว่าอาหารว่างสำหรับสุนัขและแมวต้องขึ้นทะเบียนหรือไม่


4. การขึ้นทะเบียนอาหาร

หากคลินิกซื้ออาหารสำเร็จรูปจาก ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง เพื่อนำมาขายต่อ ไม่ต้องนำสินค้าแต่ละยี่ห้อไปขึ้นทะเบียนใหม่เอง

แต่ในฐานะผู้ขายต้อง

  • มีใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะของสถานที่

  • เลือกสินค้าที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง

  • ตรวจเลขทะเบียนบนฉลาก

  • ตรวจวันผลิตและวันหมดอายุ

  • ไม่จำหน่ายสินค้าเสื่อมคุณภาพหรือฉลากไม่ถูกต้อง


5. เตรียมเอกสารขอใบอนุญาตขายอาหารสัตว์

ใช้ แบบ ข.ส.1 คำขออนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ พร้อมเอกสารประกอบ

กรณีบุคคลธรรมดา

  • บัตรประชาชน

  • ทะเบียนบ้าน

  • ทะเบียนพาณิชย์ หากเข้าข่าย

  • เอกสารสิทธิ / สัญญาเช่า / หนังสือยินยอมใช้สถานที่

  • รายละเอียดสถานที่ขายและสถานที่เก็บ

  • แผนที่สถานที่

  • รูปถ่ายสถานที่

  • หนังสือมอบอำนาจ หากมี

กรณีนิติบุคคล

  • หนังสือรับรองนิติบุคคลและวัตถุประสงค์

  • เอกสารผู้มีอำนาจลงนาม

  • เอกสารผู้ดำเนินกิจการตามกรณี

  • เอกสารสิทธิหรือสัญญาเช่าสถานที่

  • รายละเอียดสถานที่ขายและเก็บอาหารสัตว์

  • แผนที่และรูปถ่ายสถานที่

  • หนังสือมอบอำนาจ หากมี


6. จัดพื้นที่ขายและเก็บอาหารสัตว์

เนื่องจากเปิดร่วมกับ คลินิกรักษาสัตว์ ต้องจัดพื้นที่ขายและพื้นที่เก็บสต็อกอาหารสัตว์ให้เป็นสัดส่วน และแยกจากพื้นที่สถานพยาบาลสัตว์ที่ใช้ตรวจรักษา เก็บยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือ

พื้นที่ขายควรมีอย่างน้อย

  • ชั้นวางสินค้า

  • จุดจำหน่ายสินค้า

  • พื้นที่เก็บสต็อก

  • การจัดเก็บตามเงื่อนไขบนฉลาก

  • พื้นที่สะอาด แห้ง และไม่ทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพ


7. ยื่นขออนุญาตและรับใบอนุญาต

สามารถยื่นผ่านระบบ e-Feed ของกรมปศุสัตว์ หรือยื่นกับหน่วยงานในพื้นที่

  • กรุงเทพฯ — หน่วยงานกรมปศุสัตว์ที่รับผิดชอบด้านอาหารสัตว์

  • ต่างจังหวัด — สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดที่สถานที่ขายตั้งอยู่

ค่าธรรมเนียมที่ระบุในข้อมูลกรมปศุสัตว์ ได้แก่

  • ขายปลีก 100 บาท/ฉบับ

  • ขายส่งและขายปลีก 300 บาท/ฉบับ

ใบอนุญาตมีอายุถึง 31 ธันวาคมของปีที่ออกใบอนุญาต จึงต้องดำเนินการต่ออายุสำหรับปีถัดไป


เมื่อดำเนินการครบทั้ง การเตรียมสถานที่และบุคลากร ขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลสัตว์ จัดพื้นที่ขายสินค้าให้เป็นสัดส่วน จดทะเบียนกิจการตามกรณี และขอใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ รวมถึงตรวจสอบสินค้าที่นำมาจำหน่ายให้ถูกต้อง ก็สามารถเปิด คลินิกรักษาสัตว์ที่มีการขายอาหารสัตว์ร่วมด้วย ได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนด


หากกำลังวางแผนเปิดคลินิกรักษาสัตว์ และยังไม่แน่ใจเรื่อง การจัดพื้นที่ เอกสาร บุคลากร หรือขั้นตอนการขออนุญาต สามารถสอบถามและขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID : @clinicdeccor



ความคิดเห็น


bottom of page