เปิดคลินิกรักษาสัตว์ ร่วมกับขายอาหารสัตว์ ต้องทำอย่างไรบ้าง ?
- 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที

การเปิด คลินิกรักษาสัตว์ร่วมกับการขายอาหารสัตว์ ต้องเตรียมมากกว่าการเปิดคลินิกรักษาสัตว์เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกัน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนของการเปิดคลินิกรักษาสัตว์ และ ส่วนของการจำหน่ายอาหารสัตว์ ดังนั้น หากต้องการเปิด คลินิกรักษาสัตว์พร้อมมีโซนขายอาหารสัตว์ในพื้นที่เดียวกัน ควรวางแผนทั้ง 2 ส่วนตั้งแต่ก่อนออกแบบร้าน เพื่อให้พื้นที่ การดำเนินงาน และเอกสารต่าง ๆ ถูกต้องตั้งแต่ต้น
ส่วนที่ 1 การเปิดคลินิกรักษาสัตว์
1. กำหนดรูปแบบสถานพยาบาลสัตว์และบริการที่จะเปิด
ก่อนเริ่มออกแบบ ควรกำหนดให้ชัดว่า จะรับรักษาสัตว์ประเภทใด และเปิดบริการอะไรบ้าง เพราะขอบเขตบริการจะมีผลต่อพื้นที่ ห้อง เครื่องมือ และบุคลากรที่ต้องเตรียม
ควรกำหนดข้อมูลหลัก เช่น
กลุ่มสัตว์ที่รับรักษา เช่น สุนัข แมว หรือสัตว์ประเภทอื่น
บริการหลัก เช่น ตรวจรักษาทั่วไป ฉีดวัคซีน ทำแผล ตรวจสุขภาพ
บริการเพิ่มเติม เช่น ผ่าตัด ตรวจเลือด X-ray Ultrasound ฝากรักษา หรือบริการอื่น
การจำหน่ายสินค้า เช่น อาหารสัตว์ อาหารเฉพาะโรค หรืออุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง
ตัวอย่าง:
เปิดคลินิกรักษาสุนัขและแมว
ให้บริการ: ตรวจทั่วไป ฉีดวัคซีน ทำแผล และมีโซนขายอาหารสัตว์
พื้นที่ : จุดต้อนรับ–พักคอย ห้องตรวจ/รักษา พื้นที่เก็บเวชภัณฑ์ ไปจนถึง โซนจัดแสดงและเก็บอาหารสัตว์ ให้ใช้งานเป็นสัดส่วนและไม่รบกวนงานรักษา
แต่หากเพิ่มบริการ ผ่าตัด ตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือถ่ายภาพวินิจฉัย ก็ต้องเตรียมห้อง เครื่องมือ ระบบสนับสนุน และบุคลากรเพิ่มตามบริการนั้น ๆ
2. เตรียมสัตวแพทย์และผู้ดำเนินการคลินิกรักษาสัตว์

สถานพยาบาลสัตว์ต้องมี ผู้ดำเนินการ และสัตวแพทย์ประจำให้ครบตามประเภทของคลินิก โดยผู้ดำเนินการต้องเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ที่มีใบอนุญาตถูกต้อง และได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์ด้วย
คุณสมบัติสำคัญของผู้ดำเนินการ
เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์
เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์ได้ ไม่เกิน 2 แห่ง (รวมงานราชการ)
จำนวนบุคลากร ในคลินิกที่ไม่มีสัตว์ป่วยพักค้างคืน
มีผู้ดำเนินการอย่างน้อย 1 คน
มีสัตวแพทย์ชั้นหนึ่งอย่างน้อย 1 คนตลอดเวลาเปิดทำการ
หากเป็นคลินิกขนาดเล็ก ตรวจรักษาทั่วไปและมีโซนขายอาหารสัตว์ สามารถเริ่มจากสัตวแพทย์ 1 คนได้ โดยผู้ดำเนินการและสัตวแพทย์ผู้ให้บริการสามารถเป็นคนเดียวกันได้ค่ะ
บุคลากรเสริมที่ควรเตรียม
นอกจากสัตวแพทย์แล้ว สามารถจัดทีมเสริมตามขนาดและบริการของคลินิก เช่น
ผู้ช่วยสัตวแพทย์ ช่วยเตรียมห้องตรวจ จับบังคับสัตว์ เตรียมอุปกรณ์ และดูแลความเรียบร้อยระหว่างให้บริการ
พนักงานต้อนรับ / ธุรการ รับนัด ลงทะเบียน ประสานงาน และดูแลเอกสาร
พนักงานขายอาหารสัตว์ ดูแลโซนสินค้า เช็กสต็อก วันหมดอายุ และการจัดเก็บอาหารสัตว์
พนักงานทำความสะอาด ดูแลความสะอาด ฆ่าเชื้อ และการจัดการขยะภายในคลินิก
บุคลากรเฉพาะงาน เช่น เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการหรือผู้ช่วยด้าน X-ray หากคลินิกมีบริการดังกล่าว
3. ออกแบบตกแต่งคลินิกรักษาสัตว์ตามมาตรฐาน

ขนาดพื้นที่ตามมาตรฐาน
สถานพยาบาลสัตว์ประเภท ไม่มีที่พักสัตว์ป่วยค้างคืน ต้องมีพื้นที่ประกอบกิจการไม่น้อยกว่า 20 ตารางเมตร
ฟังก์ชันที่ต้องจัดให้มีตามมาตรฐาน
1. โซนต้อนรับและพักคอย
ต้องมี พื้นที่พักรอและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้รับบริการ โดยควรจัดทางสัญจรให้เจ้าของและสัตว์สามารถเข้า–ออกได้สะดวก และไม่กีดขวางพื้นที่ตรวจรักษา
พื้นที่ส่วนนี้อาจประกอบด้วย
เคาน์เตอร์ต้อนรับ / ลงทะเบียน
ที่นั่งพักคอย
พื้นที่สำหรับเจ้าของและสัตว์รอรับบริการ
ทางสัญจรสำหรับเคลื่อนย้ายสัตว์
2. ห้องตรวจโรค / ห้องให้การรักษา
เป็นพื้นที่หลักสำหรับ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย วินิจฉัย ฉีดวัคซีน ฉีดยา ทำแผล และให้การรักษาตามบริการของคลินิก โดยต้องมีเครื่องมือสำหรับตรวจโรคทั่วไปและวินิจฉัยเบื้องต้นอย่างเหมาะสมภายในห้องตรวจควรเตรียม
โต๊ะตรวจสัตว์
เครื่องมือสำหรับตรวจโรคทั่วไปและวินิจฉัยเบื้องต้น
อ่างล้างมือภายในห้องตรวจ
สบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดมือ
อุปกรณ์สำหรับทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และควบคุมการติดเชื้อ
ภาชนะสำหรับขยะทั่วไป
ภาชนะสำหรับขยะติดเชื้อ
ภาชนะทิ้งเข็มและของมีคม
พื้นที่วางอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการตรวจรักษา
3. พื้นที่เก็บยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือ
ต้องจัดพื้นที่สำหรับเก็บยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือให้เป็นสัดส่วนและเหมาะสม โดยต้องมี
ตู้หรือชั้นสำหรับเก็บยาและเวชภัณฑ์
พื้นที่เก็บตัวอย่างสำหรับส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ตู้มิดชิดสำหรับเก็บเครื่องมือและเครื่องใช้ที่พร้อมใช้งานและปราศจากเชื้อ
หากมียาควบคุมพิเศษ ต้องมี สถานที่หรือตู้เก็บที่มั่นคงและปลอดภัย
พื้นที่เก็บยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือควรจัดแยกจากพื้นที่ขายอาหารสัตว์และพื้นที่เก็บสินค้าอย่างชัดเจน
4. พื้นที่สังเกตอาการชั่วคราว
อุปกรณ์ที่ต้องมี
คอก
กรงที่มีขนาดเหมาะสมกับชนิดของสัตว์
สำหรับรองรับสัตว์ระหว่างอยู่ภายในคลินิก เช่น ระหว่างรอรับบริการหรือสังเกตอาการชั่วคราวก่อนกลับบ้าน
5. ห้องน้ำสำหรับผู้ใช้บริการ
ต้องมี ห้องน้ำหรือห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะอย่างน้อย 1 ห้อง
6. จุดจัดการขยะและระบบควบคุมการติดเชื้อ
สถานพยาบาลสัตว์ต้องมีระบบ เก็บและกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลอย่างเหมาะสมและถูกสุขลักษณะ
ควรเตรียมภาชนะสำหรับ
ขยะทั่วไป
ขยะติดเชื้อ
ภาชนะทิ้งเข็มและของมีคม
พร้อมมีวิธีควบคุมการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายของเชื้อโรค
พื้นที่ที่เพิ่มตามบริการ
ห้องผ่าตัด หากมีห้องผ่าตัด ต้องจัดพื้นที่ให้ แยกเป็นสัดส่วน มิดชิด และสามารถป้องกันและควบคุมการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้
ห้อง X-rayหากมีบริการ X-ray ต้องจัด ห้อง X-ray แยกเป็นสัดส่วนและมิดชิด
9. โซนขายอาหารสัตว์
สำหรับกรณีเปิด คลินิกรักษาสัตว์ร่วมกับขายอาหารสัตว์ ต้องจัดแบ่งพื้นที่ขายสินค้าออกจากพื้นที่สถานพยาบาลสัตว์ให้ชัดเจน ไม่ให้ปะปนกับพื้นที่ตรวจรักษา พื้นที่เก็บยา เวชภัณฑ์ หรือเครื่องมือทางการแพทย์
พื้นที่ขายอาหารสัตว์อาจประกอบด้วย
ชั้นแสดงและจำหน่ายอาหารสัตว์
จุดชำระเงิน
พื้นที่เก็บสต็อกอาหารสัตว์
พื้นที่จัดเก็บสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง
ตามข้อมูลในเอกสาร หากสถานพยาบาลสัตว์ตั้งอยู่ในอาคารที่มีการประกอบกิจการประเภทอื่นร่วมด้วย ต้อง แยกสถานที่ตั้งของสถานพยาบาลสัตว์ออกจากกิจการอื่นให้ชัดเจน
ดังนั้น ควรวาง Layout ตั้งแต่ต้นให้เห็นขอบเขตชัดเจนว่า ส่วนใดเป็นพื้นที่คลินิก และส่วนใดเป็นพื้นที่ขายอาหารสัตว์
เครื่องมือ อุปกรณ์ ยา และเวชภัณฑ์ที่ต้องเตรียม

1. เครื่องมือสำหรับห้องตรวจและรักษา
เช่น
โต๊ะตรวจสัตว์
เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์
Stethoscope
Thermometer
Otoscope สำหรับตรวจหู
ไฟตรวจหรือไฟฉายตรวจ
เครื่องวัดความดัน หากมีการใช้งาน
Syringe และเข็มฉีดยา
กรรไกรและ Forceps
ปัตตาเลี่ยนสำหรับเตรียมบริเวณทำหัตถการ
สายจูง Muzzle หรืออุปกรณ์สำหรับบังคับสัตว์
หมายเหตุ: รายการข้างต้นเป็นตัวอย่างอุปกรณ์สำหรับการใช้งานจริง ไม่ใช่รายการที่กฎหมายกำหนดชื่อเครื่องมือทุกชิ้นโดยตรง แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี อุปกรณ์บังคับสัตว์ และเครื่องมือสำหรับการตรวจและวินิจฉัยเบื้องต้นอย่างเพียงพอ
2. อุปกรณ์ทำแผลและหัตถการพื้นฐาน
เช่น
Gauze และสำลี
ผ้าพันแผล
เทปทางการแพทย์
น้ำยาทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อแผล
กรรไกร
Forceps
Needle Holder
เข็มและไหมเย็บแผล
Syringe / Needle
อุปกรณ์สำหรับห้ามเลือด
ถุงมือ
ชุดให้น้ำเกลือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
3. ยาและเวชภัณฑ์
กฎหมายกำหนดโดยตรงให้มี ยาและเวชภัณฑ์สำหรับการรักษาและช่วยเหลือสัตว์ที่จำเป็น โดยอย่างน้อยต้องรองรับ
การบรรเทาความเจ็บปวด
การช่วยฟื้นคืนชีพ
การปฐมพยาบาล
การห้ามเลือด
การเย็บแผล
การทำแผล
ไม่ได้กำหนดรายชื่อยาแต่ละตัวหรือจำนวนขั้นต่ำของยาแต่ละชนิดไว้ในประกาศ ดังนั้นรายการยา ปริมาณสำรอง และเงื่อนไขการเก็บรักษา ควรกำหนดโดยสัตวแพทย์ตามประเภทบริการ ชนิดสัตว์ และความเสี่ยงของคลินิก
4. อุปกรณ์ฆ่าเชื้อและควบคุมการติดเชื้อ
สถานพยาบาลต้องมีเครื่องมือและระบบที่รองรับ การทำลายเชื้อโรคและการควบคุมการติดเชื้อ รวมถึงต้องมี
เครื่องมือหรืออุปกรณ์สำหรับการทำลายเชื้อโรค
อ่างล้างมือ
อุปกรณ์และน้ำยาสำหรับทำความสะอาดและควบคุมการติดเชื้อ
ตู้มิดชิดสำหรับเก็บเครื่องมือและเครื่องใช้ที่พร้อมใช้งานและปราศจากเชื้อ
ภาชนะสำหรับมูลฝอยทั่วไป
ภาชนะสำหรับมูลฝอยติดเชื้อ
5. ตู้และพื้นที่จัดเก็บ
พื้นที่จัดเก็บเป็นอีกส่วนที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรง โดยต้องจัดให้มี
ตู้ ชั้น หรืออุปกรณ์เก็บเวชระเบียน ที่มั่นคง ปลอดภัย และสามารถค้นหาได้ง่าย
ตู้หรือชั้นเก็บยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงตัวอย่างสำหรับส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
หากมียาควบคุมพิเศษ ต้องมี สถานที่หรือตู้เก็บยาควบคุมพิเศษที่มั่นคงและปลอดภัย
ตู้ที่มิดชิดสำหรับเก็บเครื่องมือและเครื่องใช้ที่พร้อมใช้งานและปราศจากเชื้อ
6. อุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือฉุกเฉิน
เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้มียาและเวชภัณฑ์สำหรับ การช่วยฟื้นคืนชีพและการปฐมพยาบาล คลินิกทุกประเภทจึงควรจัดชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินให้สามารถหยิบใช้งานได้ทันที ดังนี้
อุปกรณ์สำหรับเปิดและดูแลทางเดินหายใจ
ชุดให้น้ำเกลือ
Syringe และอุปกรณ์ฉีดยา
ออกซิเจนสำรอง
ยาและเวชภัณฑ์ Emergency ตามรายการที่สัตวแพทย์กำหนด
7.อุปกรณ์เพิ่มเติมหากมีบริการ
กรณีมีบริการ X-ray
หากคลินิกให้บริการเอกซเรย์ ต้องจัดให้มี
เครื่อง X-ray ที่ได้มาตรฐาน
เครื่อง X-ray ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแล
กรณีมีบริการผ่าตัด
หากมีการรักษาโดยการผ่าตัด ต้องมี
เครื่องมือและเครื่องใช้สำหรับการผ่าตัดที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์และมีจำนวนเพียงพอ
ยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการผ่าตัด
ดังนั้น หากเปิดเพียง ตรวจทั่วไป ฉีดวัคซีน ทำแผล และขายอาหารสัตว์ โดยไม่มีบริการ X-ray หรือการผ่าตัด ก็ไม่จำเป็นต้องจัดห้องดังกล่าว
8.ป้ายภายในคลินิกตามมาตรฐาน

ป้ายชื่อสถานพยาบาลสัตว์
ป้ายผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์
ป้ายตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล
รายการอัตราค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการ
ใบอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาลสัตว์
ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์
ป้ายชื่อห้องต่างๆในคลินิก
ป้ายถังดับเพลิง
4. เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลสัตว์
เอกสารของผู้ขออนุญาต
กรณีบุคคลธรรมดา
สำเนาบัตรประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้าน
ใบเปลี่ยนชื่อ–นามสกุล หากมี
หนังสือมอบอำนาจ พร้อมเอกสารผู้รับมอบอำนาจ หากให้ผู้อื่นดำเนินการแทน
กรณีนิติบุคคล
หนังสือรับรองนิติบุคคล
เอกสารแสดงวัตถุประสงค์ของบริษัท
สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการ/ผู้มีอำนาจลงนาม
สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการ/ผู้มีอำนาจลงนาม
หนังสือมอบอำนาจ พร้อมเอกสารผู้รับมอบอำนาจ หากมี
เอกสารของสัตวแพทย์และผู้ดำเนินการ
แบบ สส.2 คำขออนุญาตเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์
สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์
สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน
รูปถ่ายตามที่กำหนด
รายชื่อและวัน–เวลาปฏิบัติงานของสัตวแพทย์ แบบ 1/3
หนังสือแสดงความจำนงเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ในสถานพยาบาล แบบ 1/4 ของสัตวแพทย์แต่ละคน
ใบเปลี่ยนชื่อ–นามสกุล หากข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน
เอกสารของคลินิก / สถานที่
แบบ สส.11 คำขออนุมัติแผนการจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์
หนังสืออนุมัติแผน สส.11/2
แบบ สส.1 คำขออนุญาตจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์
เอกสารสิทธิในสถานที่ เช่น โฉนด สัญญาเช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
แผนที่แสดงที่ตั้งคลินิก
แปลนและผังแบ่งพื้นที่ภายในคลินิก
แบบอาคารหรือเอกสารก่อสร้าง/ดัดแปลง หากเข้าข่าย
รายการบริการที่จะเปิด
รายการเครื่องมือ เครื่องใช้ ยา และเวชภัณฑ์ที่เตรียมประจำคลินิก
ข้อมูลพื้นที่และจำนวนคอก/กรงสัตว์ตามรูปแบบบริการ
5.ขออนุญาตเปิดคลินิกรักษาสัตว์

1. ยื่นเอกสารและแบบฟอร์มขออนุญาต
สำหรับการเปิดสถานพยาบาลสัตว์ใหม่ ต้องดำเนินการ ขออนุมัติแผนจัดตั้งก่อน โดยยื่น แบบ สส.11 พร้อมแปลนและเอกสารประกอบ เมื่อแผนได้รับอนุมัติแล้ว จึงยื่น แบบ สส.1 ขออนุญาตจัดตั้งสถานพยาบาลสัตว์ และ แบบ สส.2 ขออนุญาตเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์ พร้อมเอกสารของผู้ขออนุญาต ผู้ดำเนินการ สัตวแพทย์ และสถานที่
เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบคำขอและเอกสารประกอบว่าครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ หากเอกสารมีส่วนที่ต้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข จะต้องดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสถานที่ฃ
2. นัดตรวจสถานพยาบาลสัตว์
เมื่อเอกสารครบ เจ้าหน้าที่จะนัดหมาย ตรวจสถานที่จริง โดยตรวจว่าการจัดพื้นที่และการดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ เช่น
ห้องและพื้นที่ใช้งาน
เครื่องมือ อุปกรณ์ ยา และเวชภัณฑ์
ระบบควบคุมการติดเชื้อและขยะ
คอกหรือกรงสัตว์
สัตวแพทย์และผู้ดำเนินการ
ป้ายและข้อมูลที่ต้องแสดง
กรณีนี้ที่มี โซนขายอาหารสัตว์ร่วมด้วย ต้องจัดพื้นที่ขายและเก็บสินค้าแยกจากพื้นที่สถานพยาบาลสัตว์ให้ชัดเจนตามแปลนที่ยื่นไว้
3. แก้ไขสถานที่ (หากมีข้อเสนอแนะ)
หากตรวจพบว่าพื้นที่ อุปกรณ์ หรือองค์ประกอบบางส่วนยังไม่ครบตามมาตรฐาน ต้องดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อยตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง ก่อนพิจารณาออกใบอนุญาต
4. เจ้าหน้าที่จัดทำและเสนออนุมัติใบอนุญาต
เมื่อสถานที่ผ่านการตรวจ เจ้าหน้าที่จะจัดทำใบอนุญาตและเสนอผู้มีอำนาจลงนาม โดยขั้นตอนทางราชการครอบคลุมทั้งการตรวจเอกสาร ตรวจสถานที่ และการออกใบอนุญาต
5. รับใบอนุญาตและเปิดให้บริการ
เมื่อได้รับอนุมัติ จะได้รับ
สส.3 ใบอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาลสัตว์
สส.4 ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาลสัตว์
จากนั้นจึงจัดแสดงใบอนุญาตและป้ายต่าง ๆ ให้ครบตามข้อกำหนดก่อนเปิดให้บริการ
ส่วนที่ 2 การขออนุญาตขายอาหารสัตว์ภายในคลินิกรักษาสัตว์
เมื่อคลินิกต้องการจำหน่าย อาหารสุนัข อาหารแมว ขนมสัตว์ หรืออาหารประกอบการรักษาโรค ต้องดำเนินการในส่วนของกิจการขายแยกจากใบอนุญาตสถานพยาบาลสัตว์ โดยหลัก ๆ มีดังนี้
1. ตรวจสอบการจดทะเบียนพาณิชย์
หากขายอาหารสัตว์ ของเล่น อุปกรณ์ หรือสินค้าอื่นในนาม
บุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ
มีการขายตั้งแต่ 300 บาท/วัน
มีสินค้าไว้ขายมูลค่ารวมตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป จะเข้าข่ายต้องจดทะเบียนพาณิชย์
กรณีดำเนินการในนาม บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ซ้ำในลักษณะเดียวกับบุคคลธรรมดา แต่ควรตรวจสอบ วัตถุประสงค์บริษัทให้ครอบคลุมการจำหน่ายสินค้า
2. ขอใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ
หากสินค้าที่นำมาขายเข้าข่าย อาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ต้องขอ
“ใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ”
กับกรมปศุสัตว์ก่อนจำหน่าย
อาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
วัตถุดิบอาหารสัตว์
วัตถุที่ผสมแล้ว เช่น อาหารสัตว์สำเร็จรูป หัวอาหาร หรือพรีมิกซ์
ผลิตภัณฑ์นมสำหรับสัตว์
อาหารเสริมสำหรับสัตว์
อาหารสัตว์เลี้ยง
สำหรับคลินิกรักษาสุนัขและแมว ส่วนที่เกี่ยวข้องมากที่สุดคือ อาหารสัตว์เลี้ยง
3. ตรวจสอบอาหารสุนัขและแมวที่จะนำมาขาย
อาหารสำหรับสุนัขและแมวที่เป็นอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ ครอบคลุม เช่น
Complete Pet Food — อาหารหลัก เช่น อาหารเม็ดหรืออาหารเปียก
Complementary Pet Food — ขนม อาหารว่าง หรืออาหารขบเคี้ยว
Therapeutic Pet Food — อาหารประกอบการรักษาโรคที่ใช้ภายใต้คำแนะนำของสัตวแพทย์
ดังนั้น ขนมสุนัขและขนมแมวก็ต้องตรวจสอบทะเบียนอาหารสัตว์ด้วย ไม่ควรใช้เกณฑ์ว่า “โปรตีนต่ำกว่า 20% ไม่ต้องขึ้นทะเบียน” เพราะเปอร์เซ็นต์โปรตีนไม่ใช่เกณฑ์ทั่วไปในการตัดสินว่าอาหารว่างสำหรับสุนัขและแมวต้องขึ้นทะเบียนหรือไม่
4. การขึ้นทะเบียนอาหาร
หากคลินิกซื้ออาหารสำเร็จรูปจาก ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้อง เพื่อนำมาขายต่อ ไม่ต้องนำสินค้าแต่ละยี่ห้อไปขึ้นทะเบียนใหม่เอง
แต่ในฐานะผู้ขายต้อง
มีใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะของสถานที่
เลือกสินค้าที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง
ตรวจเลขทะเบียนบนฉลาก
ตรวจวันผลิตและวันหมดอายุ
ไม่จำหน่ายสินค้าเสื่อมคุณภาพหรือฉลากไม่ถูกต้อง
5. เตรียมเอกสารขอใบอนุญาตขายอาหารสัตว์
ใช้ แบบ ข.ส.1 คำขออนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ พร้อมเอกสารประกอบ
กรณีบุคคลธรรมดา
บัตรประชาชน
ทะเบียนบ้าน
ทะเบียนพาณิชย์ หากเข้าข่าย
เอกสารสิทธิ / สัญญาเช่า / หนังสือยินยอมใช้สถานที่
รายละเอียดสถานที่ขายและสถานที่เก็บ
แผนที่สถานที่
รูปถ่ายสถานที่
หนังสือมอบอำนาจ หากมี
กรณีนิติบุคคล
หนังสือรับรองนิติบุคคลและวัตถุประสงค์
เอกสารผู้มีอำนาจลงนาม
เอกสารผู้ดำเนินกิจการตามกรณี
เอกสารสิทธิหรือสัญญาเช่าสถานที่
รายละเอียดสถานที่ขายและเก็บอาหารสัตว์
แผนที่และรูปถ่ายสถานที่
หนังสือมอบอำนาจ หากมี
6. จัดพื้นที่ขายและเก็บอาหารสัตว์
เนื่องจากเปิดร่วมกับ คลินิกรักษาสัตว์ ต้องจัดพื้นที่ขายและพื้นที่เก็บสต็อกอาหารสัตว์ให้เป็นสัดส่วน และแยกจากพื้นที่สถานพยาบาลสัตว์ที่ใช้ตรวจรักษา เก็บยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือ
พื้นที่ขายควรมีอย่างน้อย
ชั้นวางสินค้า
จุดจำหน่ายสินค้า
พื้นที่เก็บสต็อก
การจัดเก็บตามเงื่อนไขบนฉลาก
พื้นที่สะอาด แห้ง และไม่ทำให้สินค้าเสื่อมคุณภาพ
7. ยื่นขออนุญาตและรับใบอนุญาต
สามารถยื่นผ่านระบบ e-Feed ของกรมปศุสัตว์ หรือยื่นกับหน่วยงานในพื้นที่
กรุงเทพฯ — หน่วยงานกรมปศุสัตว์ที่รับผิดชอบด้านอาหารสัตว์
ต่างจังหวัด — สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดที่สถานที่ขายตั้งอยู่
ค่าธรรมเนียมที่ระบุในข้อมูลกรมปศุสัตว์ ได้แก่
ขายปลีก 100 บาท/ฉบับ
ขายส่งและขายปลีก 300 บาท/ฉบับ
ใบอนุญาตมีอายุถึง 31 ธันวาคมของปีที่ออกใบอนุญาต จึงต้องดำเนินการต่ออายุสำหรับปีถัดไป
เมื่อดำเนินการครบทั้ง การเตรียมสถานที่และบุคลากร ขออนุญาตเปิดสถานพยาบาลสัตว์ จัดพื้นที่ขายสินค้าให้เป็นสัดส่วน จดทะเบียนกิจการตามกรณี และขอใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะ รวมถึงตรวจสอบสินค้าที่นำมาจำหน่ายให้ถูกต้อง ก็สามารถเปิด คลินิกรักษาสัตว์ที่มีการขายอาหารสัตว์ร่วมด้วย ได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนด
หากกำลังวางแผนเปิดคลินิกรักษาสัตว์ และยังไม่แน่ใจเรื่อง การจัดพื้นที่ เอกสาร บุคลากร หรือขั้นตอนการขออนุญาต สามารถสอบถามและขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID : @clinicdeccor





ความคิดเห็น