top of page

เปิดคลินิกเด็ก ปี 2026 ต้องเตรียมอะไรบ้าง

19 ส.ค.
ยาว 4 นาที

อัปเดตเมื่อ 20 ส.ค.


1.กำหนดงบประมาณเปิดคลินิกเด็ก

ก่อนเปิดคลินิกเด็ก ควรแยกงบออกเป็น งบลงทุนก่อนเปิด + ค่าใช้จ่ายประจำ + เงินทุนหมุนเวียน เพื่อให้เห็นต้นทุนจริงทั้งหมด ไม่ใช่คำนวณเฉพาะค่าตกแต่งและเครื่องมือแพทย์

หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นประมาณการสำหรับวางแผนเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับทำเล ขนาดพื้นที่ แบรนด์อุปกรณ์ จำนวนบุคลากร และบริการที่เปิด

1. ค่าสถานที่

ค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ต้องเตรียม ได้แก่

  • ค่าเช่าประมาณ 15,000–70,000 บาท/เดือนขึ้นไป

  • เงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้า

  • ค่าส่วนกลางและที่จอดรถ

  • ค่ารื้อถอนหรือปรับพื้นที่เดิม

ตัวอย่าง: หากค่าเช่า 30,000 บาท/เดือน และต้องชำระมัดจำกับค่าเช่าล่วงหน้ารวม 3 เดือน จะต้องเตรียมประมาณ 90,000 บาท ก่อนเริ่มงาน เพื่อครอบคลุมระยะเวลาปรับปรุงพื้นที่ออกแบบตกแต่งคลินิกตามมาตรฐานและขออนุญาตเปิดคลินิกให้ถูกต้องตามกฏหมาย


2. ค่าออกแบบและตกแต่งคลินิก

เปิดคลินิกเด็กต้องใช้งบเท่าไหร่



รวมงานตั้งแต่การออกแบบพื้นที่จนพร้อมติดตั้งอุปกรณ์และเปิดให้บริการ เช่น

  • ค่าออกแบบและเขียนแบบ

  • Reception และ Waiting Area

  • ห้องตรวจแพทย์

  • ห้อง Treatment / ฉีดวัคซีน

  • ห้อง Supply

  • ห้องน้ำ

  • งานกั้นห้อง พื้น ผนัง และฝ้า

  • ระบบไฟฟ้า ประปา แอร์ และระบายอากาศ

  • Built-in และเฟอร์นิเจอร์

สามารถประเมินเบื้องต้นได้ประมาณ

  • 40–60 ตร.ม. ประมาณ 400,000–1,200,000 บาท

  • 60–100 ตร.ม. ประมาณ 600,000–2,000,000 บาท

  • 100 ตร.ม.ขึ้นไป ประมาณ 1,000,000–2,500,000 บาทขึ้นไป

งบส่วนนี้จะแตกต่างกันมากตาม สภาพพื้นที่เดิม จำนวนห้อง งานระบบ และวัสดุที่เลือก โดยเฉพาะคลินิกที่มี Treatment หลายห้องหรือบริการเฉพาะทาง


3. ค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์

คลินิกเด็กต้องเตรียมทั้งเครื่องมือตรวจพื้นฐาน อุปกรณ์สำหรับเด็ก อุปกรณ์ Treatment และอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉิน เช่น

  • เตียงตรวจ + Step ประมาณ 12,000–18,000 บาท

  • โต๊ะแพทย์และเก้าอี้ประมาณ 8,000–20,000 บาท

  • Stethoscope ประมาณ 1,500–5,000 บาท

  • เครื่องวัดความดัน + Cuff เด็กประมาณ 2,000–10,000 บาท

  • เครื่องวัดอุณหภูมิประมาณ 500–3,000 บาท

  • เครื่องชั่งเด็ก/ทารกประมาณ 2,000–15,000 บาท

  • Otoscope ประมาณ 4,000–10,000 บาท

  • Pulse Oximeter ประมาณ 1,000–12,000 บาท

  • Nebulizer ประมาณ 1,000–7,000 บาท

  • ตู้ยา/เวชภัณฑ์ประมาณ 10,000–30,000 บาท

  • รถเข็น Treatment ประมาณ 5,000–15,000 บาท

  • Oxygen Tank + อุปกรณ์ประมาณ 7,000–15,000 บาท

  • AMBU และชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินประมาณ 5,000–15,000 บาท

หากมีบริการวัคซีน ต้องเพิ่ม

  • ตู้เย็นเก็บวัคซีนประมาณ 50,000–150,000 บาท

  • ระบบวัดและบันทึกอุณหภูมิประมาณ 2,000–10,000 บาท

หากมีเครื่องมือที่ต้องนำกลับมาใช้ซ้ำ อาจต้องเพิ่ม

  • Autoclave ประมาณ 35,000–85,000 บาท

  • ตู้เก็บเครื่องมือ Sterile ประมาณ 10,000–30,000 บาท

และหากเปิดบริการ Developmental / OT / Speech Therapy ควรเผื่องบอุปกรณ์เฉพาะประมาณ 30,000–150,000 บาท/ห้องขึ้นไป

โดยรวมคลินิกตรวจเด็กทั่วไปอาจใช้งบเครื่องมือประมาณ 100,000–200,000 บาท แต่หากมี Treatment, Vaccine และบริการเฉพาะทาง งบส่วนนี้อาจเพิ่มเป็น 300,000–600,000 บาทขึ้นไป


4. ค่ายา วัคซีน และเวชภัณฑ์

เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายสำคัญที่ต้องเตรียมก่อนเปิด เช่น

  • ยาประจำคลินิกและยาฉุกเฉินประมาณ 30,000–80,000 บาท

  • อุปกรณ์ฉีดยาและทำแผลประมาณ 20,000–50,000 บาท

  • ถุงมือ หน้ากาก สำลี Gauze และวัสดุสิ้นเปลืองประมาณ 10,000–30,000 บาท

  • สต็อกวัคซีนเริ่มต้นประมาณ 100,000–300,000 บาทขึ้นไป


หากเปิดเฉพาะตรวจรักษาทั่วไป อาจใช้งบเริ่มต้นประมาณ 60,000–150,000 บาท 

แต่ถ้ามีบริการวัคซีน ควรเตรียมประมาณ 160,000–450,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนวัคซีนที่สต็อก


5. ค่าขออนุญาตและระบบบริหารคลินิก

นอกจากค่าธรรมเนียมการขออนุญาตแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบหลังบ้าน เช่น

  • ค่าเอกสารและดำเนินการขออนุญาต

  • ค่าจดทะเบียนนิติบุคคล กรณีเปิดในรูปบริษัท

  • ค่าที่ปรึกษา กรณีจ้างดำเนินการ

  • Computer / Tablet / Printer

  • ระบบ Network และอินเทอร์เน็ต

  • โปรแกรมบริหารคลินิก

  • ระบบเวชระเบียนและนัดหมาย

  • ระบบบัญชี

หากรวมอุปกรณ์สำนักงานและระบบบริหาร ควรเผื่องบประมาณ 50,000–150,000 บาทขึ้นไป และยังมีค่า Software รายเดือนหรือรายปีต่อเนื่องหลังเปิด


6. ค่าบุคลากร

ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเปิดบริการ ชั่วโมงทำงาน และบริการของคลินิก เช่น

  • กุมารแพทย์ / แพทย์ประมาณ 60,000–150,000 บาท/เดือนขึ้นไป

  • พยาบาลประมาณ 25,000–35,000 บาท/เดือน

  • Reception ประมาณ 18,000–25,000 บาท/เดือน

  • แม่บ้านประมาณ 12,000–15,000 บาท/เดือน

  • นักกิจกรรมบำบัด (OT) ประมาณ 25,000–40,000 บาท/เดือน

  • นักแก้ไขการพูดหรือบุคลากรด้านพัฒนาการ คิดเพิ่มตามรูปแบบการจ้าง

นอกจากนี้ควรเผื่อ ประกันสังคม OT โบนัส และสวัสดิการ ของพนักงานด้วย

คลินิกเด็กขนาดเล็กจึงอาจมีค่าบุคลากรประมาณ 100,000–200,000 บาท/เดือนขึ้นไป และจะสูงขึ้นหากมีแพทย์หลายคนหรือบริการเฉพาะทาง


7. ค่าการตลาดก่อนและหลังเปิด

ก่อนเปิดคลินิกควรเผื่องบสำหรับสร้าง Brand และช่องทางให้ผู้ปกครองรู้จักคลินิก เช่น

  • Logo / Branding ประมาณ 15,000–40,000 บาท

  • ป้ายหน้าคลินิกประมาณ 20,000–80,000 บาท

  • Website ประมาณ 20,000–50,000 บาท

  • ถ่ายภาพและวิดีโอประมาณ 10,000–30,000 บาท

  • ค่าโฆษณาออนไลน์ประมาณ 10,000–30,000 บาท/เดือน


ช่วงก่อนเปิดและเปิดตัวคลินิก อาจเตรียมงบประมาณประมาณ 70,000–200,000 บาท และควรวางงบการตลาดรายเดือนต่อเนื่องหลังจากเปิดแล้ว บางคลินิกอาจมีแพทย์ที่เป็นที่รู้จักของผู้ป่วย ค่าการทำการตลาดอาจต่ำกว่าที่กำหนด


8. ค่าใช้จ่ายประจำหลังเปิด

หลังเปิดคลินิกแล้ว ยังมีต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือน แม้จำนวนผู้ป่วยในช่วงแรกจะยังไม่มาก เช่น

  • ค่าเช่า

  • ค่าตอบแทนแพทย์และเงินเดือนพนักงาน

  • ค่าน้ำ ค่าไฟ และอินเทอร์เน็ต

  • Software

  • ค่ายาและเวชภัณฑ์

  • ค่าวัคซีนและเติม Stock

  • ค่ากำจัดขยะติดเชื้อ

  • ค่าทำความสะอาด

  • ค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์

  • ค่าบัญชี

  • ค่าโฆษณา

คลินิกเด็กขนาดเล็ก–กลางอาจมีค่าใช้จ่ายประจำประมาณ 150,000–300,000 บาท/เดือนขึ้นไป โดยค่าบุคลากร ค่าเช่า และสต็อกวัคซีนมักเป็นค่าใช้จ่ายหลัก


9. เงินทุนหมุนเวียน 6 เดือนแรก

ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปใช้กับงานตกแต่งและซื้อเครื่องมือ เพราะช่วงเปิดใหม่จำนวนผู้ป่วยและรายได้อาจยังไม่สม่ำเสมอ

สูตรคำนวณเบื้องต้นคือ

เงินทุนหมุนเวียน = ค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน × 6 เดือน

ตัวอย่าง

หากคลินิกมีค่าใช้จ่ายประมาณ 180,000 บาท/เดือน

180,000 × 6 = 1,080,000 บาท

ดังนั้นควรแยกเงินสำรองประมาณ 1.08 ล้านบาท ออกจากงบก่อสร้างและซื้ออุปกรณ์ เ

พื่อให้คลินิกสามารถดำเนินงานต่อได้ในช่วงสร้างฐานผู้ป่วย


สรุปงบประมาณเปิดคลินิกเด็ก ต้องเตรียมงบเท่าไหหร่ ?

คลินิกขนาด S

พื้นที่ประมาณ : 40–60 ตร.ม.

งบรวมพร้อมเงินทุนหมุนเวียนประมาณ  :1.4–2.5 ล้านบาท


คลินิกขนาด M

พื้นที่ประมาณ 60–100 ตร.ม.

งบรวมพร้อมเงินทุนหมุนเวียนประมาณ  : 2.2–4 ล้านบาท


คลินิกขนาด L

พื้นที่ประมาณ : 100 ตร.ม.ขึ้นไป

งบรวมพร้อมเงินทุนหมุนเวียนประมาณ : 3.5–5 ล้านบาทขึ้นไป


หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นประมาณการสำหรับวางแผนเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับ ทำเล ขนาดพื้นที่ สภาพพื้นที่เดิม จำนวนห้องตรวจ เครื่องมือ สต็อกยาและวัคซีน จำนวนบุคลากร และบริการเฉพาะทาง


2. เลือกทำเลสำหรับเปิดคลินิกเด็ก

การเลือกทำเลไม่ควรดูแค่จำนวนคนผ่าน แต่ต้องวิเคราะห์ว่า ครอบครัวในพื้นที่เป็นใคร มีกำลังซื้อระดับไหน ต้องการบริการอะไร และมีคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน เพราะข้อมูลเหล่านี้จะมีผลต่อบริการ ราคา ขนาดคลินิก และการออกแบบพื้นที่โดยตรง

1. ทำเลใกล้แหล่งที่อยู่อาศัย

เหมาะกับพื้นที่ เช่น

  • หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่

  • Community Mall

  • คอนโดหรือชุมชนที่มีครอบครัวอาศัยหนาแน่น


กลุ่มเป้าหมาย: ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก–วัยเรียน และผู้ปกครองที่ต้องการคลินิกใกล้บ้าน

บริการที่เหมาะ: ตรวจรักษาโรคทั่วไป ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ ติดตามการเจริญเติบโต และให้คำปรึกษาผู้ปกครอง

ระดับราคา: ควรกำหนดให้สัมพันธ์กับกำลังซื้อของครอบครัวในพื้นที่ เช่น ระดับเข้าถึงง่าย–กลาง หรือ Premium หากเป็นหมู่บ้านและชุมชนระดับบน


2. ทำเลใกล้โรงเรียนและศูนย์เด็ก

เช่น

  • โรงเรียนอนุบาลและประถม

  • Nursery / Daycare

  • โรงเรียนสอนพิเศษหรือศูนย์กิจกรรมเด็ก


กลุ่มเป้าหมาย: เด็กวัยก่อนเรียน–วัยเรียน และครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและพัฒนาการของลูก

บริการที่เหมาะ: ตรวจรักษาโรคเด็ก วัคซีน ตรวจสุขภาพ ประเมินพัฒนาการ พฤติกรรม OT หรือ Speech Therapy ตามรูปแบบคลินิก

ระดับราคา: สามารถออกแบบแพ็กเกจตรวจสุขภาพ วัคซีน หรือบริการพัฒนาการให้เหมาะกับกำลังซื้อของครอบครัวในย่านนั้น


3. ทำเลใกล้โรงพยาบาลและย่านการค้า

เช่น

  • ใกล้โรงพยาบาล

  • อาคารพาณิชย์ริมถนนหลัก

  • ใกล้ร้านขายยาและร้านสินค้าแม่และเด็ก

  • ศูนย์การค้าหรือพื้นที่ที่เดินทางสะดวก

กลุ่มเป้าหมาย: ครอบครัวที่ต้องการความรวดเร็ว สะดวก และมีทางเลือกนอกเหนือจากการรอรับบริการในโรงพยาบาล

บริการที่เหมาะ: ตรวจโรคทั่วไป ตรวจเร่งด่วนเบื้องต้น วัคซีน

ระดับราคา: สามารถกำหนดสูงขึ้นได้หากทำเลมีความสะดวก



3.ออกแบบตกแต่งคลินิกเด็กให้ตรงมาตรฐาน

ตัวอย่างแปลนคลินิกเด็ก




คลินิกเด็กที่ขออนุญาตในลักษณะ คลินิกเวชกรรม ต้องจัดพื้นที่ให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีเกณฑ์หลัก ได้แก่

  • พื้นที่ให้บริการรวม ไม่น้อยกว่า 20 ตร.ม.

  • ส่วนที่แคบที่สุด ไม่น้อยกว่า 3.00 ม.

  • ประตูเข้า–ออกกว้าง ไม่น้อยกว่า 80 ซม.

  • พื้นที่พักคอยมีเก้าอี้พนักพิง อย่างน้อย 5 ที่นั่ง

พื้นที่หลักที่ควรจัดให้มี

1. Reception & Waiting Area

มีเคาน์เตอร์ต้อนรับและพื้นที่พักคอยสำหรับเด็กและผู้ปกครอง โดยควรออกแบบให้ปลอดภัยและเป็นมิตรกับเด็ก

หากพื้นที่เพียงพอ แนะนำให้แยก โซนเด็กป่วยและเด็กปกติ เช่น เด็กที่มาตรวจสุขภาพหรือฉีดวัคซีน เพื่อช่วยลดการสัมผัสและการแพร่กระจายเชื้อ

2. ห้องตรวจแพทย์

ใช้สำหรับซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินอาการ ต้องเป็นพื้นที่ส่วนตัวและมีพื้นที่สำหรับผู้ปกครองอยู่ร่วมกับเด็ก

ภายในต้องมีอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น

  • เตียงตรวจโรคมาตรฐานทางการแพทย์

  • โต๊ะและเก้าอี้ตรวจ

  • อ่างฟอกมือชนิดไม่ใช้มือเปิด–ปิดน้ำ

  • สบู่หรือเจลล้างมือ

  • อุปกรณ์ตรวจและวินิจฉัยพื้นฐาน


3. ห้อง Treatment / ห้องหัตถการ

กรณีมีบริการ ฉีดวัคซีน ทำแผล ฉีดยา หรือหัตถการอื่น ควรจัดพื้นที่เป็นสัดส่วน พร้อม

  • เตียงสำหรับให้การรักษา

  • ยาและเวชภัณฑ์

  • อุปกรณ์ทำแผลและฉีดยา

  • ระบบทำความสะอาดเครื่องมือ

  • ถังขยะทั่วไปและขยะติดเชื้อแยกกัน

หากมีพื้นที่เพียงพอ สามารถแยก Treatment สำหรับ เด็กป่วยและเด็กปกติ เพื่อจัด Flow การให้บริการให้ชัดเจนขึ้น

4. ห้องน้ำ

ต้องมีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะอย่างน้อย 1 ห้อง และควรออกแบบให้เด็กและผู้ปกครองใช้งานได้สะดวก เช่น พื้นไม่ลื่น ประตูเปิดใช้งานง่าย และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับผู้ปกครองช่วยดูแลเด็ก


5. พื้นที่ Supply / จัดเก็บอุปกรณ์

จัดพื้นที่สำหรับ ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์สะอาด และวัสดุทางการแพทย์ ให้เป็นสัดส่วน หากมีเครื่องมือที่นำกลับมาใช้ซ้ำ ต้องมีระบบทำความสะอาดและทำให้ปราศจากเชื้อที่เหมาะสมกับประเภทบริการ


หากมีบริการเฉพาะทาง ต้องเพิ่มพื้นที่ให้ตรงกับบริการ

หากคลินิกมีบริการเพิ่มเติม เช่น

Developmental & Behavioral

  • ประเมินพัฒนาการเด็ก

  • ADHD / Autism / Learning Difficulty

  • กิจกรรมบำบัด (OT)

  • Speech Therapy

Parenting Counseling

  • ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ

  • ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์

  • การนอนและการเลี้ยงดูเด็ก


ควรเพิ่ม ห้องประเมิน ห้องบำบัด หรือห้องให้คำปรึกษา ให้เหมาะกับบริการนั้น ๆ มีความเป็นส่วนตัว และมีพื้นที่

เพียงพอสำหรับเด็ก ผู้ปกครอง และผู้ให้บริการ


อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ตามมาตรฐานสำหรับคลินิกเด็ก

อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ตามมาตรฐานสำหรับคลินิกเด็ก



คลินิกเด็กที่เปิดในลักษณะ คลินิกเวชกรรม ต้องมีเครื่องมือสำหรับตรวจ วินิจฉัย รักษา และช่วยเหลือฉุกเฉินตามมาตรฐาน โดยควรเลือกอุปกรณ์ให้รองรับ หลายช่วงอายุและขนาดตัวของเด็ก

1. อุปกรณ์ตรวจพื้นฐาน

  • เตียงตรวจโรคมาตรฐาน + Step

  • โต๊ะตรวจและเก้าอี้

  • Stethoscope

  • เครื่องวัดความดันโลหิต

  • Cuff วัดความดันหลายขนาด สำหรับทารก เด็กเล็ก และเด็กโต

  • เครื่องวัดอุณหภูมิ

  • ไฟฉายและไม้กดลิ้น

  • เครื่องชั่งน้ำหนักทารก/เด็ก

  • อุปกรณ์วัดส่วนสูง

  • ตู้หรือชั้นเก็บยาและเวชภัณฑ์

2. อุปกรณ์ช่วยหายใจและเปิดทางเดินหายใจ

ตามแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมต้องมี ถุงบีบลมช่วยหายใจพร้อมหน้ากาก, Oral Airway และ Oxygen Tank สำหรับช่วยเหลือฉุกเฉิน

สำหรับคลินิกเด็กควรเตรียมขนาดให้ครอบคลุมผู้ป่วย เช่น

  • Ambu Bag / Bag-Valve-Mask สำหรับเด็ก

  • หน้ากากช่วยหายใจหลายขนาด ตั้งแต่ทารก–เด็กโต

  • Oropharyngeal Airway (Oral Airway) หลายขนาด สำหรับเปิดทางเดินหายใจ

  • Oxygen Mask สำหรับเด็กหลายขนาด

  • Oxygen Tank + Regulator

  • สาย Oxygen

  • เครื่อง Suction พร้อมสายดูดขนาดสำหรับเด็ก

3. อุปกรณ์เปิดเส้นและให้สารน้ำ

ตามมาตรฐานต้องเตรียม

  • NSS 1,000 cc + IV Set 2 ชุด

  • Medicut / IV Cannula 2 ชุด

  • Disposable Syringe 5 หลอด

  • เข็ม Disposable 5 อัน

  • เสาแขวนน้ำเกลือแบบเคลื่อนย้าย 1 อัน

4. อุปกรณ์หัตการและควบคุมการติดเชื้อ

หากมีห้องทำหัตการสำหรับฉีดยา ฉีดวัคซีน หรือทำแผล ต้องมี

  • เตียงสำหรับให้การรักษา

  • อุปกรณ์ทำแผลและฉีดยา

  • Syringe และเข็มหลายขนาด

  • กล่องทิ้งเข็มและของมีคม

  • ถังขยะทั่วไปและถังขยะติดเชื้อ

  • ระบบทำความสะอาดและทำให้เครื่องมือปราศจากเชื้อที่เหมาะสม

5. กรณีมีบริการวัคซีน

ต้องมีพื้นที่และอุปกรณ์สำหรับควบคุมการจัดเก็บวัคซีน เช่น

  • ตู้เย็นสำหรับเก็บวัคซีน

  • ระบบตรวจวัดและควบคุมอุณหภูมิ

  • อุปกรณ์ฉีดยาและ Syringe หลายขนาด

  • อุปกรณ์ฉุกเฉินพร้อมใช้

6. ยาและเวชภัณฑ์ฉุกเฉิน

ต้องมียาฉุกเฉินตามรายการที่กำหนด เช่น

  • Adrenaline 1:1000

  • Steroid Injection

  • Chlorpheniramine Injection

  • 50% Glucose Injection

  • ยาและเวชภัณฑ์อื่นตามบริการของคลินิก

ยาต้องมีเพียงพอ ไม่หมดอายุ ไม่เสื่อมสภาพ และจัดเก็บอย่างถูกต้อง


4.จัดหาบุคลากรสำหรับเปิดคลินิกเด็ก

จัดหาแพทย์คลินิกเด็ก



การจัดบุคลากรต้องสัมพันธ์กับ ประเภทคลินิก จำนวนห้องตรวจ เวลาทำการ และบริการที่เปิด โดยผู้ให้บริการวิชาชีพต้องมีใบอนุญาตตรงตามสาขา

ผู้ดำเนินการคลินิก

  • ต้องเป็นแพทย์ที่มี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม

  • กรณีขออนุญาตเป็น คลินิกเฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์ ต้องมี วุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตรแสดงความรู้ความชำนาญ สาขากุมารเวชศาสตร์ หรือเป็น กุมารแพทย์

  • แพทย์ผู้ให้บริการ

    • ต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม

    • ต้องแจ้งเป็นผู้ปฏิบัติงานของคลินิกตาม แบบ ส.พ.6

    • กรณีให้บริการเฉพาะทาง ควรมีคุณวุฒิตรงกับบริการที่ให้

บุคลากรเฉพาะทาง

หากมีบริการด้านพัฒนาการและพฤติกรรม อาจต้องเพิ่ม

  • นักกิจกรรมบำบัด (OT)

  • นักแก้ไขการพูดและการสื่อความหมาย

  • นักจิตวิทยาคลินิก

  • บุคลากรเฉพาะทางอื่นตามบริการ

ผู้ให้บริการเฉพาะทางต้องมี ใบอนุญาตหรือคุณสมบัติตรงตามวิชาชีพ และบริการที่เปิดต้องสอดคล้องกับรูปแบบใบอนุญาตของคลินิก


4.จัดเตรียมเอกสารขออนุญาตเปิดคลินิกเด็ก

เอกสารผู้ขออนุญาต (เจ้าของคลินิก)

  • สำเนาบัตรประชาชน

  • สำเนาทะเบียนบ้าน

  • ใบรับรองแพทย์ (ออกไม่เกิน 30 วัน)

  • กรณีเป็นนิติบุคคล: หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล, วัตถุประสงค์, ผู้มีอำนาจลงนาม

เอกสารผู้ดำเนินการ (แพทย์ผู้รับผิดชอบคลินิก)

  • สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม

  • สำเนาวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติ (ถ้าเป็นคลินิกเฉพาะทาง)

  • ใบรับรองแพทย์ (ไม่เป็นโรคต้องห้าม)

  • รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 3 รูป และขนาด 8 x 13 ซม. 1 รูป

เอกสารสถานที่และแผนงาน

  • แผนผังภายในคลินิก แสดงพื้นที่ใช้งานและขนาด (กว้าง x ยาว)

  • แผนที่ตั้งสถานพยาบาล (ห้ามแคปจาก Google Map)

  • สำเนาสัญญาเช่า หรือโฉนดที่ดิน (กรณีเจ้าของเอง)

  • หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีเช่า) พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้ให้เช่า

  • สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งคลินิก

เอกสารแบบคำขอสำหรับเปิดคลินิก

  • แบบส.พ.1 คําขออนุมัติแผนงานการจัดตั้งสถานพยาบาล ประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน

  • แบบส.พ.5 คําขออนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล

  • แบบส.พ.6 หนังสือแสดงความจำนงเป็นผู้ปฏิบัติงาน ในสถานพยาบาลของผู้ประกอบวิชาชีพ

  • แบบส.พ.18 คำขอรับใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล

เอกสารอื่นๆ


5 ยื่นขออนุญาตเปิดคลินิกเด็ก



เมื่อเตรียม สถานที่ ผู้ดำเนินการ และเอกสารต่าง ๆ ครบแล้ว สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขออนุญาตประกอบกิจการตามขั้นตอน เมื่อได้รับใบอนุญาตเปิดคลินิกแล้วก็สามารถเปิดคลินิกและบริหารตามขั้นตอนที่วางแผนไว้


การเปิดคลินิกทันตกรรมมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ ออกแบบตกแต่งให้ตรงมาตรฐาน จัดเตรียมอุปกรณ์และบุคลากร ขออนุญาตเปิดคลินิก ไปจนถึงการควบคุมงบประมาณ


การมีทีมที่เข้าใจขั้นตอนและมาตรฐาน จะช่วยให้วางแผนได้เป็นระบบ ลดการแก้ไข ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และช่วยให้คลินิกพร้อมเปิดได้ราบรื่นมากขึ้น สอบถามและปรึกษาได้ที่ LINE ID : @clinicdeccor



ความคิดเห็น


bottom of page