เปิดคลินิกเด็ก ปี 2026 ต้องเตรียมอะไรบ้าง
อัปเดตเมื่อ 20 ส.ค.

1.กำหนดงบประมาณเปิดคลินิกเด็ก
ก่อนเปิดคลินิกเด็ก ควรแยกงบออกเป็น งบลงทุนก่อนเปิด + ค่าใช้จ่ายประจำ + เงินทุนหมุนเวียน เพื่อให้เห็นต้นทุนจริงทั้งหมด ไม่ใช่คำนวณเฉพาะค่าตกแต่งและเครื่องมือแพทย์
หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นประมาณการสำหรับวางแผนเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับทำเล ขนาดพื้นที่ แบรนด์อุปกรณ์ จำนวนบุคลากร และบริการที่เปิด
1. ค่าสถานที่
ค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ต้องเตรียม ได้แก่
ค่าเช่าประมาณ 15,000–70,000 บาท/เดือนขึ้นไป
เงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้า
ค่าส่วนกลางและที่จอดรถ
ค่ารื้อถอนหรือปรับพื้นที่เดิม
ตัวอย่าง: หากค่าเช่า 30,000 บาท/เดือน และต้องชำระมัดจำกับค่าเช่าล่วงหน้ารวม 3 เดือน จะต้องเตรียมประมาณ 90,000 บาท ก่อนเริ่มงาน เพื่อครอบคลุมระยะเวลาปรับปรุงพื้นที่ออกแบบตกแต่งคลินิกตามมาตรฐานและขออนุญาตเปิดคลินิกให้ถูกต้องตามกฏหมาย
2. ค่าออกแบบและตกแต่งคลินิก

รวมงานตั้งแต่การออกแบบพื้นที่จนพร้อมติดตั้งอุปกรณ์และเปิดให้บริการ เช่น
ค่าออกแบบและเขียนแบบ
Reception และ Waiting Area
ห้องตรวจแพทย์
ห้อง Treatment / ฉีดวัคซีน
ห้อง Supply
ห้องน้ำ
งานกั้นห้อง พื้น ผนัง และฝ้า
ระบบไฟฟ้า ประปา แอร์ และระบายอากาศ
Built-in และเฟอร์นิเจอร์
สามารถประเมินเบื้องต้นได้ประมาณ
40–60 ตร.ม. ประมาณ 400,000–1,200,000 บาท
60–100 ตร.ม. ประมาณ 600,000–2,000,000 บาท
100 ตร.ม.ขึ้นไป ประมาณ 1,000,000–2,500,000 บาทขึ้นไป
งบส่วนนี้จะแตกต่างกันมากตาม สภาพพื้นที่เดิม จำนวนห้อง งานระบบ และวัสดุที่เลือก โดยเฉพาะคลินิกที่มี Treatment หลายห้องหรือบริการเฉพาะทาง
3. ค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์
คลินิกเด็กต้องเตรียมทั้งเครื่องมือตรวจพื้นฐาน อุปกรณ์สำหรับเด็ก อุปกรณ์ Treatment และอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉิน เช่น
เตียงตรวจ + Step ประมาณ 12,000–18,000 บาท
โต๊ะแพทย์และเก้าอี้ประมาณ 8,000–20,000 บาท
Stethoscope ประมาณ 1,500–5,000 บาท
เครื่องวัดความดัน + Cuff เด็กประมาณ 2,000–10,000 บาท
เครื่องวัดอุณหภูมิประมาณ 500–3,000 บาท
เครื่องชั่งเด็ก/ทารกประมาณ 2,000–15,000 บาท
Otoscope ประมาณ 4,000–10,000 บาท
Pulse Oximeter ประมาณ 1,000–12,000 บาท
Nebulizer ประมาณ 1,000–7,000 บาท
ตู้ยา/เวชภัณฑ์ประมาณ 10,000–30,000 บาท
รถเข็น Treatment ประมาณ 5,000–15,000 บาท
Oxygen Tank + อุปกรณ์ประมาณ 7,000–15,000 บาท
AMBU และชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินประมาณ 5,000–15,000 บาท
หากมีบริการวัคซีน ต้องเพิ่ม
ตู้เย็นเก็บวัคซีนประมาณ 50,000–150,000 บาท
ระบบวัดและบันทึกอุณหภูมิประมาณ 2,000–10,000 บาท
หากมีเครื่องมือที่ต้องนำกลับมาใช้ซ้ำ อาจต้องเพิ่ม
Autoclave ประมาณ 35,000–85,000 บาท
ตู้เก็บเครื่องมือ Sterile ประมาณ 10,000–30,000 บาท
และหากเปิดบริการ Developmental / OT / Speech Therapy ควรเผื่องบอุปกรณ์เฉพาะประมาณ 30,000–150,000 บาท/ห้องขึ้นไป
โดยรวมคลินิกตรวจเด็กทั่วไปอาจใช้งบเครื่องมือประมาณ 100,000–200,000 บาท แต่หากมี Treatment, Vaccine และบริการเฉพาะทาง งบส่วนนี้อาจเพิ่มเป็น 300,000–600,000 บาทขึ้นไป
4. ค่ายา วัคซีน และเวชภัณฑ์
เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายสำคัญที่ต้องเตรียมก่อนเปิด เช่น
ยาประจำคลินิกและยาฉุกเฉินประมาณ 30,000–80,000 บาท
อุปกรณ์ฉีดยาและทำแผลประมาณ 20,000–50,000 บาท
ถุงมือ หน้ากาก สำลี Gauze และวัสดุสิ้นเปลืองประมาณ 10,000–30,000 บาท
สต็อกวัคซีนเริ่มต้นประมาณ 100,000–300,000 บาทขึ้นไป
หากเปิดเฉพาะตรวจรักษาทั่วไป อาจใช้งบเริ่มต้นประมาณ 60,000–150,000 บาท
แต่ถ้ามีบริการวัคซีน ควรเตรียมประมาณ 160,000–450,000 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนวัคซีนที่สต็อก
5. ค่าขออนุญาตและระบบบริหารคลินิก
นอกจากค่าธรรมเนียมการขออนุญาตแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบหลังบ้าน เช่น
ค่าเอกสารและดำเนินการขออนุญาต
ค่าจดทะเบียนนิติบุคคล กรณีเปิดในรูปบริษัท
ค่าที่ปรึกษา กรณีจ้างดำเนินการ
Computer / Tablet / Printer
ระบบ Network และอินเทอร์เน็ต
โปรแกรมบริหารคลินิก
ระบบเวชระเบียนและนัดหมาย
ระบบบัญชี
หากรวมอุปกรณ์สำนักงานและระบบบริหาร ควรเผื่องบประมาณ 50,000–150,000 บาทขึ้นไป และยังมีค่า Software รายเดือนหรือรายปีต่อเนื่องหลังเปิด
6. ค่าบุคลากร
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเปิดบริการ ชั่วโมงทำงาน และบริการของคลินิก เช่น
กุมารแพทย์ / แพทย์ประมาณ 60,000–150,000 บาท/เดือนขึ้นไป
พยาบาลประมาณ 25,000–35,000 บาท/เดือน
Reception ประมาณ 18,000–25,000 บาท/เดือน
แม่บ้านประมาณ 12,000–15,000 บาท/เดือน
นักกิจกรรมบำบัด (OT) ประมาณ 25,000–40,000 บาท/เดือน
นักแก้ไขการพูดหรือบุคลากรด้านพัฒนาการ คิดเพิ่มตามรูปแบบการจ้าง
นอกจากนี้ควรเผื่อ ประกันสังคม OT โบนัส และสวัสดิการ ของพนักงานด้วย
คลินิกเด็กขนาดเล็กจึงอาจมีค่าบุคลากรประมาณ 100,000–200,000 บาท/เดือนขึ้นไป และจะสูงขึ้นหากมีแพทย์หลายคนหรือบริการเฉพาะทาง
7. ค่าการตลาดก่อนและหลังเปิด
ก่อนเปิดคลินิกควรเผื่องบสำหรับสร้าง Brand และช่องทางให้ผู้ปกครองรู้จักคลินิก เช่น
Logo / Branding ประมาณ 15,000–40,000 บาท
ป้ายหน้าคลินิกประมาณ 20,000–80,000 บาท
Website ประมาณ 20,000–50,000 บาท
ถ่ายภาพและวิดีโอประมาณ 10,000–30,000 บาท
ค่าโฆษณาออนไลน์ประมาณ 10,000–30,000 บาท/เดือน
ช่วงก่อนเปิดและเปิดตัวคลินิก อาจเตรียมงบประมาณประมาณ 70,000–200,000 บาท และควรวางงบการตลาดรายเดือนต่อเนื่องหลังจากเปิดแล้ว บางคลินิกอาจมีแพทย์ที่เป็นที่รู้จักของผู้ป่วย ค่าการทำการตลาดอาจต่ำกว่าที่กำหนด
8. ค่าใช้จ่ายประจำหลังเปิด
หลังเปิดคลินิกแล้ว ยังมีต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือน แม้จำนวนผู้ป่วยในช่วงแรกจะยังไม่มาก เช่น
ค่าเช่า
ค่าตอบแทนแพทย์และเงินเดือนพนักงาน
ค่าน้ำ ค่าไฟ และอินเทอร์เน็ต
Software
ค่ายาและเวชภัณฑ์
ค่าวัคซีนและเติม Stock
ค่ากำจัดขยะติดเชื้อ
ค่าทำความสะอาด
ค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์
ค่าบัญชี
ค่าโฆษณา
คลินิกเด็กขนาดเล็ก–กลางอาจมีค่าใช้จ่ายประจำประมาณ 150,000–300,000 บาท/เดือนขึ้นไป โดยค่าบุคลากร ค่าเช่า และสต็อกวัคซีนมักเป็นค่าใช้จ่ายหลัก
9. เงินทุนหมุนเวียน 6 เดือนแรก
ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปใช้กับงานตกแต่งและซื้อเครื่องมือ เพราะช่วงเปิดใหม่จำนวนผู้ป่วยและรายได้อาจยังไม่สม่ำเสมอ
สูตรคำนวณเบื้องต้นคือ
เงินทุนหมุนเวียน = ค่าใช้จ่ายประจำต่อเดือน × 6 เดือน
ตัวอย่าง
หากคลินิกมีค่าใช้จ่ายประมาณ 180,000 บาท/เดือน
180,000 × 6 = 1,080,000 บาท
ดังนั้นควรแยกเงินสำรองประมาณ 1.08 ล้านบาท ออกจากงบก่อสร้างและซื้ออุปกรณ์ เ
พื่อให้คลินิกสามารถดำเนินงานต่อได้ในช่วงสร้างฐานผู้ป่วย
สรุปงบประมาณเปิดคลินิกเด็ก ต้องเตรียมงบเท่าไหหร่ ?
คลินิกขนาด S
พื้นที่ประมาณ : 40–60 ตร.ม.
งบรวมพร้อมเงินทุนหมุนเวียนประมาณ :1.4–2.5 ล้านบาท
คลินิกขนาด M
พื้นที่ประมาณ 60–100 ตร.ม.
งบรวมพร้อมเงินทุนหมุนเวียนประมาณ : 2.2–4 ล้านบาท
คลินิกขนาด L
พื้นที่ประมาณ : 100 ตร.ม.ขึ้นไป
งบรวมพร้อมเงินทุนหมุนเวียนประมาณ : 3.5–5 ล้านบาทขึ้นไป
หมายเหตุ: ตัวเลขเป็นประมาณการสำหรับวางแผนเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับ ทำเล ขนาดพื้นที่ สภาพพื้นที่เดิม จำนวนห้องตรวจ เครื่องมือ สต็อกยาและวัคซีน จำนวนบุคลากร และบริการเฉพาะทาง
2. เลือกทำเลสำหรับเปิดคลินิกเด็ก
การเลือกทำเลไม่ควรดูแค่จำนวนคนผ่าน แต่ต้องวิเคราะห์ว่า ครอบครัวในพื้นที่เป็นใคร มีกำลังซื้อระดับไหน ต้องการบริการอะไร และมีคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน เพราะข้อมูลเหล่านี้จะมีผลต่อบริการ ราคา ขนาดคลินิก และการออกแบบพื้นที่โดยตรง
1. ทำเลใกล้แหล่งที่อยู่อาศัย
เหมาะกับพื้นที่ เช่น
หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่
Community Mall
คอนโดหรือชุมชนที่มีครอบครัวอาศัยหนาแน่น
กลุ่มเป้าหมาย: ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก–วัยเรียน และผู้ปกครองที่ต้องการคลินิกใกล้บ้าน
บริการที่เหมาะ: ตรวจรักษาโรคทั่วไป ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ ติดตามการเจริญเติบโต และให้คำปรึกษาผู้ปกครอง
ระดับราคา: ควรกำหนดให้สัมพันธ์กับกำลังซื้อของครอบครัวในพื้นที่ เช่น ระดับเข้าถึงง่าย–กลาง หรือ Premium หากเป็นหมู่บ้านและชุมชนระดับบน
2. ทำเลใกล้โรงเรียนและศูนย์เด็ก
เช่น
โรงเรียนอนุบาลและประถม
Nursery / Daycare
โรงเรียนสอนพิเศษหรือศูนย์กิจกรรมเด็ก
กลุ่มเป้าหมาย: เด็กวัยก่อนเรียน–วัยเรียน และครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและพัฒนาการของลูก
บริการที่เหมาะ: ตรวจรักษาโรคเด็ก วัคซีน ตรวจสุขภาพ ประเมินพัฒนาการ พฤติกรรม OT หรือ Speech Therapy ตามรูปแบบคลินิก
ระดับราคา: สามารถออกแบบแพ็กเกจตรวจสุขภาพ วัคซีน หรือบริการพัฒนาการให้เหมาะกับกำลังซื้อของครอบครัวในย่านนั้น
3. ทำเลใกล้โรงพยาบาลและย่านการค้า
เช่น
ใกล้โรงพยาบาล
อาคารพาณิชย์ริมถนนหลัก
ใกล้ร้านขายยาและร้านสินค้าแม่และเด็ก
ศูนย์การค้าหรือพื้นที่ที่เดินทางสะดวก
กลุ่มเป้าหมาย: ครอบครัวที่ต้องการความรวดเร็ว สะดวก และมีทางเลือกนอกเหนือจากการรอรับบริการในโรงพยาบาล
บริการที่เหมาะ: ตรวจโรคทั่วไป ตรวจเร่งด่วนเบื้องต้น วัคซีน
ระดับราคา: สามารถกำหนดสูงขึ้นได้หากทำเลมีความสะดวก
3.ออกแบบตกแต่งคลินิกเด็กให้ตรงมาตรฐาน

คลินิกเด็กที่ขออนุญาตในลักษณะ คลินิกเวชกรรม ต้องจัดพื้นที่ให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีเกณฑ์หลัก ได้แก่
พื้นที่ให้บริการรวม ไม่น้อยกว่า 20 ตร.ม.
ส่วนที่แคบที่สุด ไม่น้อยกว่า 3.00 ม.
ประตูเข้า–ออกกว้าง ไม่น้อยกว่า 80 ซม.
พื้นที่พักคอยมีเก้าอี้พนักพิง อย่างน้อย 5 ที่นั่ง
พื้นที่หลักที่ควรจัดให้มี
1. Reception & Waiting Area
มีเคาน์เตอร์ต้อนรับและพื้นที่พักคอยสำหรับเด็กและผู้ปกครอง โดยควรออกแบบให้ปลอดภัยและเป็นมิตรกับเด็ก
หากพื้นที่เพียงพอ แนะนำให้แยก โซนเด็กป่วยและเด็กปกติ เช่น เด็กที่มาตรวจสุขภาพหรือฉีดวัคซีน เพื่อช่วยลดการสัมผัสและการแพร่กระจายเชื้อ
2. ห้องตรวจแพทย์
ใช้สำหรับซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินอาการ ต้องเป็นพื้นที่ส่วนตัวและมีพื้นที่สำหรับผู้ปกครองอยู่ร่วมกับเด็ก
ภายในต้องมีอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น
เตียงตรวจโรคมาตรฐานทางการแพทย์
โต๊ะและเก้าอี้ตรวจ
อ่างฟอกมือชนิดไม่ใช้มือเปิด–ปิดน้ำ
สบู่หรือเจลล้างมือ
อุปกรณ์ตรวจและวินิจฉัยพื้นฐาน
3. ห้อง Treatment / ห้องหัตถการ
กรณีมีบริการ ฉีดวัคซีน ทำแผล ฉีดยา หรือหัตถการอื่น ควรจัดพื้นที่เป็นสัดส่วน พร้อม
เตียงสำหรับให้การรักษา
ยาและเวชภัณฑ์
อุปกรณ์ทำแผลและฉีดยา
ระบบทำความสะอาดเครื่องมือ
ถังขยะทั่วไปและขยะติดเชื้อแยกกัน
หากมีพื้นที่เพียงพอ สามารถแยก Treatment สำหรับ เด็กป่วยและเด็กปกติ เพื่อจัด Flow การให้บริการให้ชัดเจนขึ้น
4. ห้องน้ำ
ต้องมีห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะอย่างน้อย 1 ห้อง และควรออกแบบให้เด็กและผู้ปกครองใช้งานได้สะดวก เช่น พื้นไม่ลื่น ประตูเปิดใช้งานง่าย และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับผู้ปกครองช่วยดูแลเด็ก
5. พื้นที่ Supply / จัดเก็บอุปกรณ์
จัดพื้นที่สำหรับ ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์สะอาด และวัสดุทางการแพทย์ ให้เป็นสัดส่วน หากมีเครื่องมือที่นำกลับมาใช้ซ้ำ ต้องมีระบบทำความสะอาดและทำให้ปราศจากเชื้อที่เหมาะสมกับประเภทบริการ
หากมีบริการเฉพาะทาง ต้องเพิ่มพื้นที่ให้ตรงกับบริการ
หากคลินิกมีบริการเพิ่มเติม เช่น
Developmental & Behavioral
ประเมินพัฒนาการเด็ก
ADHD / Autism / Learning Difficulty
กิจกรรมบำบัด (OT)
Speech Therapy
Parenting Counseling
ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ
ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์
การนอนและการเลี้ยงดูเด็ก
ควรเพิ่ม ห้องประเมิน ห้องบำบัด หรือห้องให้คำปรึกษา ให้เหมาะกับบริการนั้น ๆ มีความเป็นส่วนตัว และมีพื้นที่
เพียงพอสำหรับเด็ก ผู้ปกครอง และผู้ให้บริการ
อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ตามมาตรฐานสำหรับคลินิกเด็ก

คลินิกเด็กที่เปิดในลักษณะ คลินิกเวชกรรม ต้องมีเครื่องมือสำหรับตรวจ วินิจฉัย รักษา และช่วยเหลือฉุกเฉินตามมาตรฐาน โดยควรเลือกอุปกรณ์ให้รองรับ หลายช่วงอายุและขนาดตัวของเด็ก
1. อุปกรณ์ตรวจพื้นฐาน
เตียงตรวจโรคมาตรฐาน + Step
โต๊ะตรวจและเก้าอี้
Stethoscope
เครื่องวัดความดันโลหิต
Cuff วัดความดันหลายขนาด สำหรับทารก เด็กเล็ก และเด็กโต
เครื่องวัดอุณหภูมิ
ไฟฉายและไม้กดลิ้น
เครื่องชั่งน้ำหนักทารก/เด็ก
อุปกรณ์วัดส่วนสูง
ตู้หรือชั้นเก็บยาและเวชภัณฑ์
2. อุปกรณ์ช่วยหายใจและเปิดทางเดินหายใจ
ตามแบบตรวจมาตรฐานคลินิกเวชกรรมต้องมี ถุงบีบลมช่วยหายใจพร้อมหน้ากาก, Oral Airway และ Oxygen Tank สำหรับช่วยเหลือฉุกเฉิน
สำหรับคลินิกเด็กควรเตรียมขนาดให้ครอบคลุมผู้ป่วย เช่น
Ambu Bag / Bag-Valve-Mask สำหรับเด็ก
หน้ากากช่วยหายใจหลายขนาด ตั้งแต่ทารก–เด็กโต
Oropharyngeal Airway (Oral Airway) หลายขนาด สำหรับเปิดทางเดินหายใจ
Oxygen Mask สำหรับเด็กหลายขนาด
Oxygen Tank + Regulator
สาย Oxygen
เครื่อง Suction พร้อมสายดูดขนาดสำหรับเด็ก
3. อุปกรณ์เปิดเส้นและให้สารน้ำ
ตามมาตรฐานต้องเตรียม
NSS 1,000 cc + IV Set 2 ชุด
Medicut / IV Cannula 2 ชุด
Disposable Syringe 5 หลอด
เข็ม Disposable 5 อัน
เสาแขวนน้ำเกลือแบบเคลื่อนย้าย 1 อัน
4. อุปกรณ์หัตการและควบคุมการติดเชื้อ
หากมีห้องทำหัตการสำหรับฉีดยา ฉีดวัคซีน หรือทำแผล ต้องมี
เตียงสำหรับให้การรักษา
อุปกรณ์ทำแผลและฉีดยา
Syringe และเข็มหลายขนาด
กล่องทิ้งเข็มและของมีคม
ถังขยะทั่วไปและถังขยะติดเชื้อ
ระบบทำความสะอาดและทำให้เครื่องมือปราศจากเชื้อที่เหมาะสม
5. กรณีมีบริการวัคซีน
ต้องมีพื้นที่และอุปกรณ์สำหรับควบคุมการจัดเก็บวัคซีน เช่น
ตู้เย็นสำหรับเก็บวัคซีน
ระบบตรวจวัดและควบคุมอุณหภูมิ
อุปกรณ์ฉีดยาและ Syringe หลายขนาด
อุปกรณ์ฉุกเฉินพร้อมใช้
6. ยาและเวชภัณฑ์ฉุกเฉิน
ต้องมียาฉุกเฉินตามรายการที่กำหนด เช่น
Adrenaline 1:1000
Steroid Injection
Chlorpheniramine Injection
50% Glucose Injection
ยาและเวชภัณฑ์อื่นตามบริการของคลินิก
ยาต้องมีเพียงพอ ไม่หมดอายุ ไม่เสื่อมสภาพ และจัดเก็บอย่างถูกต้อง
4.จัดหาบุคลากรสำหรับเปิดคลินิกเด็ก

การจัดบุคลากรต้องสัมพันธ์กับ ประเภทคลินิก จำนวนห้องตรวจ เวลาทำการ และบริการที่เปิด โดยผู้ให้บริการวิชาชีพต้องมีใบอนุญาตตรงตามสาขา
ผู้ดำเนินการคลินิก
ต้องเป็นแพทย์ที่มี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
กรณีขออนุญาตเป็น คลินิกเฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์ ต้องมี วุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตรแสดงความรู้ความชำนาญ สาขากุมารเวชศาสตร์ หรือเป็น กุมารแพทย์
แพทย์ผู้ให้บริการ
ต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ต้องแจ้งเป็นผู้ปฏิบัติงานของคลินิกตาม แบบ ส.พ.6
กรณีให้บริการเฉพาะทาง ควรมีคุณวุฒิตรงกับบริการที่ให้
บุคลากรเฉพาะทาง
หากมีบริการด้านพัฒนาการและพฤติกรรม อาจต้องเพิ่ม
นักกิจกรรมบำบัด (OT)
นักแก้ไขการพูดและการสื่อความหมาย
นักจิตวิทยาคลินิก
บุคลากรเฉพาะทางอื่นตามบริการ
ผู้ให้บริการเฉพาะทางต้องมี ใบอนุญาตหรือคุณสมบัติตรงตามวิชาชีพ และบริการที่เปิดต้องสอดคล้องกับรูปแบบใบอนุญาตของคลินิก
4.จัดเตรียมเอกสารขออนุญาตเปิดคลินิกเด็ก
เอกสารผู้ขออนุญาต (เจ้าของคลินิก)
สำเนาบัตรประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้าน
ใบรับรองแพทย์ (ออกไม่เกิน 30 วัน)
กรณีเป็นนิติบุคคล: หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล, วัตถุประสงค์, ผู้มีอำนาจลงนาม
เอกสารผู้ดำเนินการ (แพทย์ผู้รับผิดชอบคลินิก)
สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
สำเนาวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติ (ถ้าเป็นคลินิกเฉพาะทาง)
ใบรับรองแพทย์ (ไม่เป็นโรคต้องห้าม)
รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 3 รูป และขนาด 8 x 13 ซม. 1 รูป
เอกสารสถานที่และแผนงาน
แผนผังภายในคลินิก แสดงพื้นที่ใช้งานและขนาด (กว้าง x ยาว)
แผนที่ตั้งสถานพยาบาล (ห้ามแคปจาก Google Map)
สำเนาสัญญาเช่า หรือโฉนดที่ดิน (กรณีเจ้าของเอง)
หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีเช่า) พร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้ให้เช่า
สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งคลินิก
เอกสารแบบคำขอสำหรับเปิดคลินิก
เอกสารอื่นๆ
สัญญารับกำจัดขยะติดเชื้อ หรือหนังสือตอบรับจากโรงพยาบาล
5 ยื่นขออนุญาตเปิดคลินิกเด็ก
เมื่อเตรียม สถานที่ ผู้ดำเนินการ และเอกสารต่าง ๆ ครบแล้ว สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขออนุญาตประกอบกิจการตามขั้นตอน เมื่อได้รับใบอนุญาตเปิดคลินิกแล้วก็สามารถเปิดคลินิกและบริหารตามขั้นตอนที่วางแผนไว้
การเปิดคลินิกทันตกรรมมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ ออกแบบตกแต่งให้ตรงมาตรฐาน จัดเตรียมอุปกรณ์และบุคลากร ขออนุญาตเปิดคลินิก ไปจนถึงการควบคุมงบประมาณ
การมีทีมที่เข้าใจขั้นตอนและมาตรฐาน จะช่วยให้วางแผนได้เป็นระบบ ลดการแก้ไข ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และช่วยให้คลินิกพร้อมเปิดได้ราบรื่นมากขึ้น สอบถามและปรึกษาได้ที่ LINE ID : @clinicdeccor





ความคิดเห็น