อัปเดต พระราชบัญญัติสถานพยาบาล ที่คนเปิดคลินิกต้องรู้
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 4 นาที

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง?
สิ่งที่ต้องมีให้พร้อมก่อนออกใบอนุญาต
กรณีผู้ดำเนินการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
การแสดงข้อมูลใบอนุญาตต่างๆของคลินิก
การเปลี่ยนแปลงสถานพยาบาลหลังได้รับอนุญาต
การโอนใบอนุญาตและกรณีผู้รับอนุญาตเสียชีวิต
การตรวจสถานพยาบาลของพนักงานเจ้าหน้าที่
การสั่งแก้ไข ปิดสถานพยาบาล และเพิกถอนใบอนุญาต
พระราชบัญญัติสถานพยาบาล คือ
กฎหมายที่ใช้ควบคุมการจัดตั้ง การเปิดดำเนินการ และการให้บริการของสถานพยาบาลเอกชน เช่น คลินิก คลินิกเฉพาะทาง สหคลินิก และโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้สถานพยาบาลมีมาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้รับบริการ
กฎหมายหลักที่ใช้กำกับดูแลการเปิดและดำเนินกิจการสถานพยาบาลเอกชนในประเทศไทย คือ พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่ผู้ประกอบการคลินิกควรทำความเข้าใจให้ครบถ้วน
1. พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ครอบคลุมเรื่องอะไรบ้าง?
พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมการจัดตั้ง การประกอบกิจการ และการดำเนินงานของสถานพยาบาล รวมถึง คลินิกและโรงพยาบาลเอกชน
สำหรับคนที่กำลังเปิดหรือบริหารคลินิก กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมเรื่องสำคัญตั้งแต่
การกำหนดประเภทของสถานพยาบาล
การขออนุญาตเปิดคลินิก
คุณสมบัติของผู้รับอนุญาต
การจัดสถานที่ เครื่องมือ ยา และเวชภัณฑ์
การจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพ
การแต่งตั้งผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
หน้าที่ของผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการ
เวชระเบียนและเอกสารของผู้ป่วย
การแสดงข้อมูลและค่าบริการภายในคลินิก
การดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน
การโฆษณาสถานพยาบาล
การเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงบริการของคลินิก
การย้าย เปลี่ยนชื่อ หรือเลิกกิจการ
การตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่
การสั่งแก้ไข ปิด หรือเพิกถอนใบอนุญาต
บทลงโทษกรณีฝ่าฝืนกฎหมาย
พ.ร.บ. พ.ศ. 2541 มีการแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังอีก 3 ครั้ง ได้แก่
ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2547 ปรับกฎหมายให้รองรับวิชาชีพกายภาพบำบัดและเทคนิคการแพทย์
ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2555 ปรับให้รองรับวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนไทยประยุกต์
ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559 ปรับระบบกำกับสถานพยาบาลหลายส่วน เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพ ข้อมูลค่าบริการและสิทธิผู้ป่วย ผู้ป่วยฉุกเฉิน การโฆษณา และบทลงโทษ
ดังนั้น การอ่านกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันต้องอ่าน พ.ร.บ. พ.ศ. 2541 ประกอบกับฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
ตัว พ.ร.บ. จึงเป็นเหมือน “กฎหมายแม่บทของการเปิดและบริหารคลินิก” ส่วนรายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น ลักษณะห้อง เครื่องมือ จำนวนบุคลากร แบบฟอร์ม หรือป้ายที่ต้องมี จะมีกฎกระทรวงและประกาศที่ออกตาม พ.ร.บ. กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม
1.การกำหนดประเภทของสถานพยาบาล
มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กำหนดให้สถานพยาบาลแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

สถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน
คือสถานพยาบาลที่ให้บริการตรวจ รักษา หรือให้บริการทางการแพทย์โดย ไม่มีการรับผู้ป่วยพักค้างคืนในสถานพยาบาล
สถานพยาบาลในกลุ่มนี้คือ กลุ่มคลินิก
ดังนั้น หากต้องการเปิดคลินิก ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตในประเภท “สถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน”
ลักษณะสำคัญคือ
ผู้ป่วยเข้ารับบริการและกลับภายในวันเดียว
ไม่จัดเตียงเพื่อรับผู้ป่วยพักรักษาค้างคืน
ให้บริการได้เฉพาะประเภทและขอบเขตที่ได้รับอนุญาต
ต้องมีสถานที่ บุคลากร และเครื่องมือให้ตรงกับประเภทคลินิกที่ขออนุญาต
ตัว พ.ร.บ. กำหนดเพียงประเภทใหญ่ ส่วนรายละเอียดว่า คลินิกแต่ละประเภทต้องมีลักษณะอย่างไร จะกำหนดเพิ่มเติมในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 14
สถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน
คือสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตให้ รับผู้ป่วยพักรักษาค้างคืน เช่น กลุ่มโรงพยาบาล
สถานพยาบาลประเภทนี้มีหลักเกณฑ์ด้านสถานที่ จำนวนเตียง บุคลากร เครื่องมือ และระบบบริการที่แตกต่างจากคลินิก และต้องขออนุญาตเป็นสถานพยาบาลประเภทรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนโดยตรง
2. การขออนุญาตเปิดสถานพยาบาล

มาตรา 16 กำหนดว่า
ห้ามบุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต
ดังนั้น แม้จะมีสถานที่ แพทย์ เครื่องมือ และอุปกรณ์พร้อมแล้ว ก็ยังไม่สามารถเปิดให้บริการในฐานะสถานพยาบาลได้ จนกว่าจะผ่านกระบวนการอนุญาตตามกฎหมาย
ผู้ขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 17 ต้องมีคุณสมบัติ เช่น
อายุไม่น้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
ไม่มีโรคตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
หากผู้ขอเป็น นิติบุคคล ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดด้วย
ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559 ได้ปรับคำนิยาม “ผู้อนุญาต” ให้ชัดเจน โดยหมายถึง อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพมอบหมาย
3.สิ่งที่ต้องมีให้พร้อมก่อนออกใบอนุญาต
มาตรา 18 กำหนดว่า ก่อนออกใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ต้องตรวจว่ามีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน ได้แก่
แผนงานการจัดตั้งสถานพยาบาล
ต้องมีแผนงานจัดตั้งและผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนด
สถานที่
สถานพยาบาลต้องมีลักษณะตรงกับประเภทที่ขออนุญาต และเป็นไปตามกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
เครื่องมือ เครื่องใช้ ยา และเวชภัณฑ์
ต้องมีชนิดและจำนวนตามที่กำหนดสำหรับประเภทสถานพยาบาลและบริการที่จะเปิด
ผู้ประกอบวิชาชีพ
ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพตรงกับประเภทบริการ และมีจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ชื่อสถานพยาบาล
ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การตั้งชื่อสถานพยาบาล
การออกใบอนุญาตจึงพิจารณาทั้ง สถานที่ + เครื่องมือ + บุคลากร + ประเภทบริการ + ชื่อสถานพยาบาล ประกอบกัน
4.บุคคลากรที่ต้องมีในสถานพยาบาล

กฎหมายแบ่งบทบาทออกจากกันอย่างชัดเจน แบ่งเป็น 3 ส่วนได้แก่
ผู้รับอนุญาต
คือผู้ได้รับ ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล
เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของการประกอบกิจการตามใบอนุญาต
ผู้ดำเนินการ
คือผู้ได้รับ ใบอนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล
มาตรา 23 กำหนดให้ผู้รับอนุญาตต้องจัดให้มี ผู้ดำเนินการ 1 คน เพื่อควบคุมและรับผิดชอบการดำเนินงานของสถานพยาบาล
ผู้ประกอบวิชาชีพ
คือผู้มีสิทธิให้บริการตามกฎหมายวิชาชีพของตน เช่น การตรวจ วินิจฉัย รักษา หรือให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขตามขอบเขตวิชาชีพ
เดิมกฎหมายระบุวิชาชีพที่เกี่ยวข้องไว้เป็นรายสาขา ต่อมา
ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2547 เพิ่มให้รองรับกายภาพบำบัดและเทคนิคการแพทย์
ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2555 เพิ่มให้รองรับการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนไทยประยุกต์
ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559 ปรับคำนิยามให้กว้างขึ้น โดยครอบคลุม “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น” เพื่อรองรับวิชาชีพที่อาจมีกฎหมายรับรองเพิ่มเติมในอนาคต
ฉบับที่ 4 ยังปรับมาตรา 25 ให้ใช้หลักว่า ผู้ดำเนินการต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ส่วนผู้ประกอบวิชาชีพประเภทใดจะเป็นผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลประเภทใด ให้กำหนดรายละเอียดในกฎกระทรวง
ผู้รับอนุญาต ผู้ดำเนินการ และผู้ประกอบวิชาชีพ อาจเป็นบุคคลเดียวกันได้ หากมีคุณสมบัติครบตามกฎหมายทุกสถานะ
5.กรณีผู้ดำเนินการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
มาตรา 26 กำหนดกรณีผู้ดำเนินการพ้นจากหน้าที่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ผู้รับอนุญาตสามารถมอบหมายผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราวได้ แต่ ต้องดำเนินการดังนี้
ผู้รับมอบหมายต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย
ต้องแจ้งผู้อนุญาตตามระยะเวลาที่กำหนด
ระยะเวลาการทำหน้าที่แทนต้อง ไม่เกิน 90 วัน
ผู้ที่ทำหน้าที่แทนมีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ดำเนินการในช่วงเวลานั้น
6.การต่ออายุใบอนุญาตสถานพยาบาล

ใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลมีอายุแตกต่างกัน
ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล (ส.พ.7)
มาตรา 19 กำหนดให้ใช้ได้จนถึง วันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ 10 นับแต่ปีที่ออกใบอนุญาต
หากต้องการประกอบกิจการต่อ ต้องยื่นขอต่ออายุก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ
เมื่อยื่นคำขอต่ออายุแล้ว สามารถประกอบกิจการต่อไปได้จนกว่าจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุ
ใบอนุญาตผู้ดำเนินการ (ส.พ.19)
มาตรา 28 กำหนดให้ใช้ได้จนถึง วันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ 2 นับแต่ปีที่ออกใบอนุญาต
หากต้องการทำหน้าที่ต่อ ต้องยื่นขอต่ออายุก่อนหมดอายุ
การชำระค่าธรรมเนียมประจำปี
มาตรา 20 กำหนดให้ผู้รับอนุญาตต้องชำระ "ค่าธรรมเนียมประจำปีตลอดเวลาที่ยังประกอบกิจการ"
หากไม่ชำระตามกำหนด อาจมีเงินเพิ่มและมีมาตรการตามกฎหมายต่อไป
อัตราที่ระบุในบัญชีท้าย พ.ร.บ. เป็นเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนอัตราที่ใช้ชำระจริงต้องดูกฎกระทรวงที่ใช้บังคับในขณะนั้น
หากใบอนุญาตสูญหายหรือถูกทำลายในสาระสำคัญ มาตรา 30 กำหนดให้แจ้งและยื่นขอ ใบแทนใบอนุญาตภายใน 30 วัน
7.การแสดงข้อมูลใบอนุญาตต่างๆของคลินิก
มาตรา 31 กำหนดให้ผู้รับอนุญาตแสดงใบอนุญาตไว้ในที่ เปิดเผยและเห็นได้ง่าย
มาตรา 32 กำหนดให้แสดงข้อมูลสำคัญ เช่น
ชื่อสถานพยาบาล
รายการผู้ประกอบวิชาชีพ
อัตราค่ารักษาพยาบาล
ค่ายาและเวชภัณฑ์
ค่าบริการทางการแพทย์
ค่าบริการอื่น
สิทธิของผู้ป่วย
รูปแบบและรายละเอียดการแสดงข้อมูลต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 33 กำหนดหลักว่า ผู้รับอนุญาตจะเรียกเก็บค่าบริการเกินกว่าอัตราที่แสดงไว้ไม่ได้ และต้องให้บริการตามสิทธิที่ได้แสดงไว้
ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559 ได้ปรับมาตรา 32 ให้รายละเอียดที่ต้องแสดงต่อผู้รับบริการชัดเจนขึ้น
โดยครอบคลุมอย่างน้อย 3 กลุ่ม ได้แก่
ชื่อสถานพยาบาล
รายการเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพ
อัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่น และสิทธิของผู้ป่วย
วิธีและรูปแบบการแสดงให้เป็นไปตามกฎกระทรวง
ฉบับที่ 4 ยังปรับมาตรา 33 ให้ชัดเจนว่า
ผู้รับอนุญาตห้ามเรียกเก็บหรือยินยอมให้เรียกเก็บค่ารักษา ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ หรือค่าบริการสูงกว่าอัตราที่แสดงไว้ และต้องให้บริการแก่ผู้ป่วยตามสิทธิที่แสดงไว้
8 หน้าที่ของบุลลากรในสถานพยาบาล
หน้าที่ของผู้ดำเนินการ
มาตรา 34 กำหนดหน้าที่ของผู้ดำเนินการโดยตรง ได้แก่
1. ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ
ต้องไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติงานผิดสาขาหรือผิดขอบเขตที่ได้รับอนุญาต
และต้องไม่ให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิประกอบวิชาชีพเข้ามาทำหน้าที่ตรวจ รักษา หรือให้บริการแทนผู้ประกอบวิชาชีพ
2. ควบคุมให้ปฏิบัติตามกฎหมายวิชาชีพ
ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคนต้องให้บริการภายในขอบเขตของกฎหมายวิชาชีพของตน
3. ควบคุมจำนวนผู้ป่วยค้างคืน
สำหรับสถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ต้องไม่รับผู้ป่วยเกินจำนวนเตียงที่ได้รับอนุญาต เว้นแต่มีเหตุฉุกเฉินตามกฎหมาย
4. ดูแลสถานพยาบาล
ต้องดูแลสถานพยาบาลให้
สะอาด
เรียบร้อย
ปลอดภัย
เหมาะสมกับการใช้เป็นสถานพยาบาล
หน้าที่ร่วมของผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการ
มาตรา 35 กำหนดให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการร่วมกันควบคุมให้สถานพยาบาลมี
บุคลากร
ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพตามประเภทและจำนวนที่กำหนด ตลอดเวลาทำการ
เครื่องมือ ยา และเวชภัณฑ์
ต้องมีเครื่องมือ เครื่องใช้ ยา และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อบริการที่ได้รับอนุญาต
เอกสารและหลักฐาน
ต้องมีหลักฐานเกี่ยวกับ
ผู้ประกอบวิชาชีพ
ผู้ป่วย
การรักษาพยาบาล
เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง
และต้องเก็บรักษาหลักฐานดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จัดทำ
มาตรฐานบริการ
ต้องควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานบริการที่ออกตามมาตรา 15
การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน
มาตรา 33/1 และมาตรา 36 กำหนดหลักเกี่ยวกับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับ
ผู้ป่วยฉุกเฉิน
โรคติดต่ออันตราย
โรคระบาด
สาธารณภัย
ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการต้องควบคุมให้มีการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะอันตราย ให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาล หากจำเป็นต้องส่งต่อ ต้องจัดให้มีการส่งต่อไปยังสถานพยาบาลอื่นตามความเหมาะสม
9.การโฆษณาสถานพยาบาล

เรื่องการโฆษณามีการแก้ไขครั้งสำคัญใน ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559
มาตรา 38 ที่แก้ไขกำหนดว่า หากจะโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับการประกอบกิจการสถานพยาบาล นอกเหนือจากชื่อและที่ตั้งที่ปรากฏในใบอนุญาต ต้องได้รับอนุมัติ
ข้อความ
เสียง
ภาพ
ที่จะนำไปใช้โฆษณาหรือประกาศก่อน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด
กฎหมายยังห้ามใช้ข้อมูลเกี่ยวกับ
ชื่อสถานพยาบาล
ที่ตั้ง
กิจการ
คุณวุฒิของผู้ประกอบวิชาชีพ
ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพ
เพื่อชักชวนผู้รับบริการด้วยข้อความ เสียง หรือภาพที่
เป็นเท็จ
โอ้อวดเกินจริง
ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ
หากมีการโฆษณาฝ่าฝืน ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งให้ ระงับการโฆษณา ได้ตามมาตรา 39
10.การเปลี่ยนแปลงสถานพยาบาลหลังได้รับอนุญาต
การเปลี่ยนแปลงบางรายการต้องได้รับอนุญาตหรือแจ้งต่อผู้อนุญาตก่อนดำเนินการ
การเปลี่ยนแปลงกิจการหรือดัดแปลงอาคาร
มาตรา 40 กำหนดว่า หากต้องการ
เปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการจากรายละเอียดในใบอนุญาต
ก่อสร้างอาคารใหม่
ดัดแปลงอาคารเกินขอบเขตที่กำหนด
ต้อง ได้รับอนุญาตก่อน โดยยื่นเปลี่ยนแปลงสถานที่ให้บริการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การย้ายสถานพยาบาล
มาตรา 41 กำหนดว่า หากย้ายสถานพยาบาลไปประกอบกิจการ ณ สถานที่ใหม่ ต้องดำเนินการเสมือนเป็นการ
ดังนี้ 1.ดำเนินการยกเลิกกิจการในที่อยู่เดิม
2.ขออนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลใหม่
การเปลี่ยนผู้ประกอบวิชาชีพ
มาตรา 42 กำหนดว่า หากมีการเปลี่ยนผู้ประกอบวิชาชีพตามรายการที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาต ต้อง แจ้งเป็นหนังสือต่อผู้อนุญาตภายใน 30 วันนับแต่วันที่เปลี่ยน
การเปลี่ยนชื่อสถานพยาบาล
มาตรา 43 กำหนดว่า การเปลี่ยนชื่อสถานพยาบาล ต้องได้รับอนุญาตก่อน
โดยยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในใบอนุญาต
11.การโอนใบอนุญาตและกรณีผู้รับอนุญาตเสียชีวิต
มาตรา 21 กำหนดว่า การโอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลให้บุคคลอื่น ต้องได้รับอนุญาต
ผู้รับโอนต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด
หากผู้รับอนุญาตเสียชีวิต มาตรา 22 กำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบกิจการต่อ
ต้องแสดงความจำนงต่อผู้อนุญาต ภายใน 90 วัน
และต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎหมายก่อนดำเนินกิจการต่อ
12.การเลิกกิจการสถานพยาบาล
มาตรา 44 กำหนดว่าการเลิกกิจการต้องดำเนินการตามขั้นตอน ไม่สามารถหยุดให้บริการแล้วถือว่าเลิกกิจการได้ทันที
ผู้รับอนุญาตต้อง
แจ้งการเลิกกิจการเป็นหนังสือ
จัดทำรายงานเกี่ยวกับผู้ป่วย
ดำเนินการตามมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยและเอกสาร
แจ้งล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 15 วัน
ผู้อนุญาตสามารถกำหนดให้ดำเนินการเพิ่มเติมก่อนเลิกกิจการเพื่อคุ้มครองผู้ป่วยได้
13.การตรวจสถานพยาบาลของพนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา 45 กำหนดให้มีการตรวจสถานพยาบาลเป็นระยะ โดยสามารถตรวจเรื่องต่าง ๆ เช่น
ลักษณะสถานพยาบาล
การประกอบกิจการ
เครื่องมือและเครื่องใช้
ยา
เวชภัณฑ์
หากพบสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตราย สามารถสั่งให้แก้ไขหรือปรับปรุงภายในระยะเวลาที่กำหนด
มาตรา 46–48 ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม เช่น
เข้าตรวจสถานพยาบาลในเวลาทำการ
เข้าตรวจสถานที่ที่มีเหตุสงสัยว่าเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต
เรียกผู้รับอนุญาต ผู้ดำเนินการ หรือผู้ประกอบวิชาชีพมาให้ถ้อยคำ
เรียกเอกสารหรือหลักฐาน
ยึดหรืออายัดเอกสารหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
ผู้เกี่ยวข้องมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการตรวจตามกฎหมาย
14. การสั่งแก้ไข ปิดสถานพยาบาล และเพิกถอนใบอนุญาต
หากพบการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้อง กฎหมายกำหนดมาตรการหลายระดับ
สั่งให้แก้ไข
มาตรา 49 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สั่งให้ ระงับหรือแก้ไขการดำเนินงานให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
สั่งปิดชั่วคราว
มาตรา 50 กำหนดว่า หากมีการกระทำหรือละเว้นที่ก่อให้เกิด
อันตราย
ความเสียหาย
ความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง
หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแก้ไข สามารถสั่ง ปิดสถานพยาบาลเป็นการชั่วคราว
เมื่อแก้ไขถูกต้องแล้ว จึงสามารถเพิกถอนคำสั่งปิดได้
เพิกถอนใบอนุญาต
มาตรา 51 กำหนดกรณีที่อาจนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาต เช่น
ผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินการขาดคุณสมบัติ
มีลักษณะต้องห้าม
ไม่ดำเนินการแก้ไขตามคำสั่ง
มีกรณีร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด
สิทธิอุทธรณ์คำสั่ง
มาตรา 29 กำหนดว่า หากมีคำสั่งไม่ออกใบอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ต่ออายุ ผู้ขอสามารถ อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายใน 30 วัน
มาตรา 55 ยังเปิดสิทธิให้อุทธรณ์คำสั่งบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 30 วัน
หากถูกเพิกถอนใบอนุญาต มาตรา 54 กำหนดว่า ผู้ถูกเพิกถอนยังไม่สามารถยื่นขอใบอนุญาตใหม่ได้
จนกว่าจะพ้น 2 ปี ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีถือเป็นที่สุดตามกระบวนการใน พ.ร.บ.
15. บทลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล
20. บทลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล
พ.ร.บ.สถานพยาบาลมีบทกำหนดโทษตั้งแต่มาตรา 56–75 ครอบคลุมทั้ง โทษจำคุก โทษปรับ และค่าปรับรายวัน
ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2559 ได้ปรับบทลงโทษบางส่วนให้สัมพันธ์กับข้อกำหนดที่เพิ่มหรือแก้ไขใหม่
เปิดหรือดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่มีใบอนุญาต
ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรา 16 หรือมาตรา 24 มีโทษตามมาตรา 57
จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และศาลอาจสั่งริบสิ่งของที่ใช้ในการประกอบกิจการสถานพยาบาลได้
ไม่มีผู้ดำเนินการ
ผู้รับอนุญาตที่ประกอบกิจการโดยไม่ได้จัดให้มีผู้ดำเนินการตามมาตรา 23
มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ปล่อยให้ผู้ไม่มีสิทธิประกอบวิชาชีพให้บริการ
หากผู้ดำเนินการไม่ควบคุมตามหน้าที่ของมาตรา 34 (1)
มีโทษ
จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เรียกเก็บค่าบริการสูงกว่าที่แสดง
ฉบับที่ 4 ปรับมาตรา 62 ให้ผู้รับอนุญาตที่เรียกเก็บค่ารักษา ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ หรือค่าบริการเกินอัตราที่แสดงไว้
มีโทษ
จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ใช้สถานพยาบาลผิดประเภท
การฝ่าฝืนมาตรา 37 มีโทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุมัติ
การฝ่าฝืนมาตรา 38 วรรคหนึ่ง
มีโทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
หากยังฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการโฆษณา อาจถูกปรับเพิ่ม ไม่เกิน 10,000 บาทต่อวัน ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน
โฆษณาเป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริง หรือทำให้เข้าใจผิด
การฝ่าฝืนมาตรา 38 วรรคสอง
มีโทษ
จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และอาจมีค่าปรับรายวันหากยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งระงับ
ทำเอกสารหรือหลักฐานการรักษาเป็นเท็จ
ผู้รับอนุญาต ผู้ดำเนินการ ผู้ประกอบวิชาชีพ หรือเจ้าหน้าที่ที่จัดทำหรือยินยอมให้จัดทำหลักฐานเกี่ยวกับการรักษา ค่าบริการ ผลตรวจ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอันเป็นเท็จ
มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรณีผู้รับอนุญาตเป็นนิติบุคคล
ฉบับที่ 4 ปรับมาตรา 74 ให้ชัดเจนว่า หากนิติบุคคลกระทำความผิด และความผิดเกิดจาก
การสั่งการ
การกระทำ
การละเว้นไม่ดำเนินการ
ของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลที่รับผิดชอบการดำเนินงาน บุคคลดังกล่าวอาจต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้นด้วย ไม่ได้จำกัดความรับผิดไว้เฉพาะบริษัท
16. กฎกระทรวงและประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล
พระราชบัญญัติสถานพยาบาลเป็น กฎหมายแม่บท ที่กำหนดหลักและอำนาจในการควบคุมสถานพยาบาล แต่รายละเอียดที่ใช้ในการออกแบบ จัดเตรียม และขออนุญาตจริงจำนวนมากจะอยู่ในกฎหมายลำดับรอง
ตัวอย่างเรื่องที่ต้องดูกฎกระทรวงหรือประกาศเพิ่มเติม ได้แก่
ประเภทและลักษณะของคลินิก
ห้องและพื้นที่ที่ต้องมี
ขนาดและลักษณะพื้นที่
ประเภทและจำนวนผู้ประกอบวิชาชีพ
คุณสมบัติผู้ดำเนินการของคลินิกแต่ละประเภท
มาตรฐานบริการ
หลักเกณฑ์โฆษณา
มาตรฐานเฉพาะของบริการแต่ละประเภท
การเปิดคลินิกให้ถูกต้องตามกฎหมาย ช่วยให้การดำเนินกิจการเป็นไปตามมาตรฐาน ลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านใบอนุญาต บุคลากร สถานที่ และการให้บริการภายหลังเปิดคลินิก
หากต้องการคำปรึกษาเรื่อง การจัดตั้งคลินิกแบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผน ออกแบบ เตรียมสถานที่ จัดเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการขออนุญาต สามารถสอบถามและปรึกษาได้ที่
LINE ID : @clinicdeccor





ความคิดเห็น